Categories
บทความ

ปวดเมื่อยบ่อยๆ….ระวังสัญญาณเตือนโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว

ปวดเมื่อยบ่อยๆ….ระวังสัญญาณเตือนโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว

หากมีอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวบ่อยๆ รู้สึกอ่อนแรงในบางที แขนขายกไม่ขึ้น ลุกเดินไปไหนก็ลำบาก…. ให้ระวัง! เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาเตือน ‘โรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว’

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว

แม้โรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัวจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่เป็นผลมาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลายๆ ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง หากอาการรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือลุกไปไหนมาไหนได้ และถ้าหากมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบร่วมด้วยแล้วล่ะก็… อาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้!
 

หากมีอาการเหล่านี้ อาจเป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว

อาการป่วยของโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วทัวมักจะค่อยเป็นค่อยไป เช่น รู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด กล้ามเนื้อบางส่วนจะเมื่อยล้าอ่อนแรง เมื่อรุนแรงขึ้นจะทำให้กลืนอาหารลำบาก สำลักบ่อย หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหากมีอาการนานกว่า 3 เดือน ผู้ป่วยจะมีอาการของกล้ามเนื้อลีบ ซึ่งถ้ายิ่งปล่อยไว้นานๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยด่วน
 

การรักษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบทั่วตัว

  • รักษาทางยา เนื่องด้วยการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ในการลดการอักเสบของกล้ามเนื้อติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • กายภาพบำบัด มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว ป้องกันการติด และส่งเสริมให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรง
  • การรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด จะต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดผลการรักษาที่ดีที่สุด และผู้ป่วยจำเป็นต้องมีกำลังใจที่เข้มแข็งเพื่อต่อสู้กับการรักษาที่ใช้เวลา

Cr. https://www.phyathai.com/th/article/1485-ปวดเมื่อยบ่อยๆ_ระวังส

Categories
บทความ

ปวดหลัง ปวดกระดูกสันหลัง เจ็บกระดูกสันหลัง

ปวดหลัง ปวดกระดูกสันหลัง เจ็บกระดูกสันหลัง

อาการปวดหลัง โดยเฉพาะบริเวณหลังส่วนล่าง มักพบได้บ่อย อาจเกิดจากการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นที่หลัง อาการปวดมักจะดีขึ้นเมื่อได้รับการพักผ่อน กายภาพบำบัด และกินยา โดยปกติอาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรพบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

อาการปวดหลัง

ชนิดของอาการปวดหลัง

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์

อาการปวดหลังส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นด้วยการรักษาที่บ้านและการดูแลตนเอง ซึ่งจะหายเป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ ควรพบแพทย์หากมีอาการปวดหลังที่:

  • ปวดนานกว่า2-3 สัปดาห์
  •  มีอาการรุนแรงและไม่ดีขึ้นเมื่อพักผ่อน
  • ปวดร้าวลงขาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปวดลงไปใต้เข่า
  • มีอาการอ่อนแรง ชา หรือรู้สึกเสียวซ่าที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
  • อาการคู่กับน้ำหนักที่ไม่สามารถอธิบายได้

ในบางกรณี อาการปวดหลังอาจส่งสัญญาณถึงปัญหาที่ร้ายแรง ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดหลังที่:

  • ทำให้เกิดปัญหาในการปัสสาวะหรืออุจจาระ
  • มีไข้ร่วมด้วย
  • อาการปวดหลังที่เกิดจากการหกล้ม เกิดหลังกระแทก หรือการบาดเจ็บอื่นๆ

 

สาเหตุของอาการปวดหลัง

สาเหตุุทั่วไป

“อาการปวดหลังเกิดได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งสาเหตุไม่ชัดเจน แต่มักจะดีขึ้นเองได้ สาเหตุทั่วไปของอาการปวดหลัง คือ การบาดเจ็บทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัว”

สาเหตุุอื่นๆ

“บางครั้ง สภาวะอื่นๆ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้สาเหตุที่พบได้น้อยครั้ง แต่อาจเป็นสัญญาณของปัญหาร้ายแรง เช่น กระดูกหัก มะเร็ง หรือการติดเชื้อ”

 

ควรทำอย่างไรหากมีอาการปวดหลัง

วิธีแก้ปวดหลังด้วยตัวเอง

โดยปกติอาการปวดหลังจะหายได้เองภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ควรพยายามทำตัวให้กระฉับกระเฉงเท่าที่จะทำได้และทำกิจกรรมต่างๆ ตามปกติ หากความเจ็บปวดทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ควรกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมได้ คำแนะนำแต่ก่อนที่ว่าให้พักจนกว่าความเจ็บปวดจะทุเลาลงได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้องควรทำในสิ่งต่อไปนี้:

  • พยายามทำกิจกรรมในประจำวันตามปกติ
  • กินยาต้านการอักเสบ เช่น ไอบูโพรเฟน (พาราเซตามอลไม่แนะนำให้ใช้กับอาการปวดหลัง แต่อาจใช้ร่วมกับยาแก้ปวดตัวอื่นได้)
  • ประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดและบวม
  • ประคบร้อนเพื่อบรรเทาอาการตึงของข้อต่อหรือกล้ามเนื้อกระตุก
  • ออกกำลังกายเบาๆ และยืดเหยียดในท่าที่ช่วยแก้อาการปวดหลัง

ไม่ควรนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน

 

การรักษาอาการปวดหลัง

มีการรักษาอะไรบ้าง

นอกเหนือจากการพยายามทำกิจกรรมตามปกติและการใช้ยาแก้ปวดแล้ว ยังมีการรักษาอื่นๆ อีกหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวด เช่น การทำกายภาพบำบัด การฉีดยาแก้ปวด การผ่าตัด เป็นต้น

 

อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้หรือไม่

สามารถหลีกเลี่ยงอาการปวดหลังได้อย่างไร

  • อาการปวดหลังที่เป็นผลมาจากโรคหรือปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกสันหลังไม่สามารถป้องกันได้ แต่สามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้
    เพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บที่หลัง ควรปฏิบัติตัวดังนี้:
  • รักษาน้ำหนักตัวให้เป็นปกติ: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะสร้างแรงกดดันต่อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก ทำให้มีโอกาสเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้เพิ่มขึ้น
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง: พิลาทิสและโปรแกรมการออกกำลังกายอื่นๆ เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางที่รองรับกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย
  • ยกของอย่างถูกวิธี: เพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ ให้ยกด้วยกำลังขา (ไม่ใช่หลัง) และถือของหนักไว้ใกล้ตัว พยายามอย่าบิดลำตัวขณะยก

 

คนที่มีอาการปวดหลังแนวโน้มจะเป็นอย่างไร

แนวโน้มขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการปวด

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหลังและเคล็ดขัดยอกจะหายดีและไม่มีปัญหาสุขภาพในระยะยาว แต่หลายคนอาจมีอาการกลับมาใหม่ภายในหนึ่งปี
บางคนอาจมีอาการปวดหลังเรื้อรังซึ่งอาการไม่ดีขึ้นหลังจากผ่านไปหลายสัปดาห์ ผู้สูงอายุที่มีภาวะเสื่อม เช่น ข้ออักเสบและโรคกระดูกพรุน อาจมีอาการแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจมีประสิทธิภาพในการช่วยลดอาการบาดเจ็บและช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตโดยปราศจากอาการปวดได้

Cr. https://www.bnhhospital.com/th/article/backpain_spine

 

Categories
บทความ

ภาวะปวดข้อต่ออุ้งเชิงกรานในวัยทำงาน

ภาวะปวดข้อต่ออุ้งเชิงกรานในวัยทำงาน

คนวัยทำงานในปัจจุบันมักทำงานอยู่ในท่านั่ง นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือนั่งประชุมติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะใน 2-3 ปีที่ผ่านมาในสถานการณ์โรคระบาด ทำให้หนุ่มสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องทำงาน work from home อยู่ที่บ้าน ยิ่งทำให้ต้องนั่งติดต่อกันนาน ไม่ได้ลุกขึ้นยืน หรือเปลี่ยนท่าทางตลอดทั้งวัน ยิ่งไปกว่านั้นหากบ้านใดไม่มีโต๊ะทำงาน หรือเก้าอี้ทำงานที่ถูกหลักการยศาสตร์ (ergonomics) ทำให้จำเป็นต้องนั่งพื้น, นั่งทำงานที่โต๊ะญี่ปุ่น, กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงในการทำงาน ซึ่งท่าทางเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายตามมา เช่น ภาวะปวดคอบ่า ออฟฟิศซินโดรม (office syndrome), ภาวะปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาจส่งผลทำให้กระดูกบริเวณก้นกบ (coccyx), กระเบนเหน็บ (sacrum) หรือเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน (pelvic girdle) บาดเจ็บได้ เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะปวดข้อต่ออุ้งเชิงกราน (sacroiliac joint dysfunction) (1)

ภาวะปวดข้อต่ออุ้งเชิงกราน (sacroiliac joint dysfunction หรือ SI joint pain) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของข้อต่อบริเวณเชิงกราน ซึ่งเป็นข้อต่อที่เชื่อมระหว่างกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ (sacrum) และกระดูกเชิงกราน (ilium) ดังรูปที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ในการรองรับน้ำหนักตัว (body absorption) ที่จะส่งผ่านแรงจากลำตัวส่วนบน (upper body parts) ต่อไปยังเชิงกราน และรยางค์ส่วนล่าง (lower limbs) ซึ่งระหว่างข้อต่อจะมีเอ็นเชื่อมระหว่างกระดูกทั้งสองที่ช่วยส่งผ่านแรงต่าง ๆ เรียกว่า เอ็นก้นกบ (sacrotuberous ligament) แรงที่ข้อต่อสามารถรองรับได้ เช่น แรงเฉือน (shearing), แรงบิด (torsion), แรงหมุน (rotation) และแรงดึง (tension) ซึ่งหากมีแรงกระทำที่มากเกินไป, การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หรือการวางตัวของแนวกระดูกผิดไปจากเดิม, การเสื่อมของข้อต่อ (osteoarthritis), ข้อต่อหลวม (joint laxity), เส้นเอ็นที่ยึดข้อเชิงกรานอักเสบ (sacroiliitis) หรือการยึดรั้งข้อต่อ (joint stiffness) จนทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกจนเจ็บปวดขึ้นในขณะเคลื่อนไหวได้ อาการปวดอุ้งเชิงกรานที่อาจจะเกิดขึ้น ได้แก่

– อาการปวดที่บริเวณอุ้งเชิงกราน หรือบริเวณสะโพก มักจะเกิดอาการปวดขณะนั่ง, เดินลงน้ำหนักข้างที่ปวด, นอนตะแคงทับข้างที่ปวด, ขณะเดินขึ้นลงบันได หรือขณะที่เปลี่ยนท่าทาง เช่น เปลี่ยนจากท่านั่งลุกขึ้นยืน, นอนพลิกตะแคงตัว

– อาการมักเกิดขึ้นได้ในลักษณะของอาการปวดแหลม (sharp pain), ปวดคล้ายเข็มเสียดแทง (stabbing pain) หรืออาการปวดร้าว (shooting pain) ซึ่งอาจปวดร้าวลงไปที่บริเวณก้นย้อย, ขา หรือปลายเท้าข้างที่มีอาการ โดยเฉพาะบริเวณต้นขาด้านหลัง

– อาการชา (numbness) ร้าวลงขาที่เกิดจากเส้นประสาทไซอาติก (sciatic nerve) โดนกดเบียดบริเวณข้อต่ออุ้งเชิงกราน ซึ่งมีอาการชาคล้ายกับโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท (disc herniation) จนทำให้เกิดการวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ หากอาการกดเบียดเส้นประสาทเกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง (weakness) หรือปวดเมื่อย (fatique) ตามแขนขาได้บ่อยขึ้น (1-3)

รูปที่ 1 แสดงตำแหน่งของกระดูกส่วนต่าง ๆ ของบริเวณข้อต่ออุ้งเชิงกราน

การรักษาทางกายภาพบำบัดในภาวะปวดข้อต่ออุ้งเชิงกรานมีวัตถุประสงค์ตั้งแต่ การดูแลภาวะอักเสบขณะเกิดอาการปวดขึ้นเฉียบพลัน (acute pain) โดยใช้แผ่นประคบเย็น (cold pack) หรือร่วมกับการใช้ยาลดการอักเสบ (anti-inflammatory medication) จากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ ในผู้ป่วยที่มีภาวะข้อต่อเชิงกรานยึดรั้ง การรักษาด้วยวิธีช่วยขยับข้อต่อ (mobilization) จากนักกายภาพบำบัด จะทำให้ข้อต่อเชิงกรานเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น นอกจากนี้การออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (lumbar core stabilizer muscle) และกล้ามเนื้อสะโพก (gluteal muscle) จะทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้ช่วยกระชับข้อต่อ, ลดแรงกระทำต่อข้อต่อที่มากเกินไป และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับข้อต่อสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ ในขีวิตประจำวัน เช่น การเดิน, การลุกขึ้นยืน-ลงนั่งเก้าอี้ หรือการเดินขึ้นลงบันได

 

Cr. https://pt.mahidol.ac.th/knowledge/?p=2804

Categories
บทความ

อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก เป็นอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ และเส้นเอ็น อาการปวดอาจเกิดขึ้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งหรือทั่วร่างกาย อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกเฉียบพลันอาจเป็นผลมาจากการได้รับบาดเจ็บอย่างฉับพลัน ส่วนอาการปวดเรื้อรังอาจเกิดจากภาวะเสื่อมถอยของร้างกาย โรคข้ออักเสบ หรือโรคไฟโบรมัยอัลเจีย (fibromyalgia) หากอาการปวดรบกวนการใช้ชีวิตประจําวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ประเภทของอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

  • อาการปวดกล้ามเนื้อ: เช่น กล้ามเนื้อเป็นตะคริว หดเกร็ง กระตุก บาดเจ็บ ติดเชื้อ หรือมีเนื้องอก
  • อาการปวดกระดูก: เนื่องจากกระดูกแตก ได้รับบาดเจ็บ  หรือเนื้องอกกระดูก ซึ่งอาจทําให้ปวดกระดูกได้เช่นกันแต่พบได้น้อย
  • อาการปวดข้อ: จากการข้ออักเสบ ข้อติด หรือติดเชื้อในข้อ  
  • อาการปวดเอ็นยึดกระดูกและเอ็นกล้ามเนื้อ: เนื่องจากการฉีกขาด เคล็ดขัดยอก หรือการใช้งานที่หนักเกินไป

สาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก
อาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกอาจเป็นผลมาจากท่าทางของร่างกายที่ไม่เหมาะสม กล้ามเนื้อเคล็ดขัดยอก การใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ กระดูกหัก หรือข้อต่อโดนกระแทกจนข้อต่อหลุด เป็นต้น

อาการของการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก

อาการของการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค โดยผู้ป่วยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเป็นมากขึ้นเวลาขยับร่างกายส่วนนั้น ๆ
  • ตึงยึดของแขน ขา หรือลำตัว รวมถึงอาจมีกล้ามเนื้อกระตุก
  • รู้สึกกล้ามเนื้อเมื่อยล้าในช่วงกลางวัน หรือมีนอนหลับได้ยากในช่วงกลางคืน

การตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการปวด และอาการอื่น ๆ เช่น มีไข้ ร่วมด้วยหรือไม่  อะไรที่บรรเทาหรือทำให้อาการแย่ลง ร่วมกับประวัติการรักษาก่อนหน้า รวมถึงโรคประจำตัว  แพทย์จะตรวจร่างกายเพื่อระบุสาเหตุของอาการและอาจสั่งให้ทำการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น เอกซ์เรย์ การตรวจวินิฉัยด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือตรวจเลือดเพิ่มเติม

การรักษา

เมื่อระบุสาเหตุของอาการปวดได้แล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาซึ่งท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเลือกและตัดสินใจ หากอาการปวดนั้นสามารถรักษาได้ด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด ( หรือท่านไม่ต้องการผ่าตัด) แพทย์อาจสั่งยาแก้ปวด ฉีดยาสเตียรอยด์  ปักเข็มคลายกล้ามเนื้อ ฝังเข็ม หรือให้ท่านใส่อุปกรณ์พยุงร่างกายในส่วนที่มีอาการเจ็บ และแพทย์อาจแนะนำให้ทำกายภาพบําบัด กิจกรรมบําบัด ทำกายอุปกรณ์จัดกระดูก หรือนวดบําบัดทางการแพทย์

เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก ท่านควรปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การบำบัดรักษาร่วมด้วย เช่น การรับประทานยา การปรับวิธีการทำงานในชีวิตประจำวันให้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสม   โดยเฉพาะในวันที่อาการปวดเป็นเฉียบพลัน หรือเป็นมากขึ้น ให้ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและอักเสบ งดใช้งานกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อที่ได้รับบาดเจ็บ  ต่อมาเมื่ออาการปวดเริ่มทุเลาให้เปลี่ยนเป็นประคบอุ่นและค่อยๆยืดเหยียด และออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของส่วนที่ปวดไปที่ละน้อยๆทุกวัน  โดยทำในแบบที่ไม่ทำให้เกิดการปวดเพิ่มขึ้น

หากท่านสูบบุหรี่ ควรงดสูบบุหรี่เพราะบุหรี่จะทำให้เกิดอาการอักเสบมากขึ้นได้

การป้องกัน

  • หมั่นออกกําลังกายและยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นประจําเพื่อให้กล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อแข็งแรง
  • หลีกเลี่ยงการทำท่าทางซ้ำ ๆ เป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บจากการใช้งานกล้ามเนื้อและข้อต่อมากเกินไป
  • เรียนรู้เรื่อง การยศาสตร์ เช่น วิธียกของหนักที่ถูกต้อง, การเลือกโต๊ะเก้าอี้และท่าทางที่ถูกต้องในการทำงานคอมพิวเตอร์ และนำไปปรับใช้เพื่อให้มีท่าทางที่ถูกต้องเหมาะสมได้ตลอดวัน

บทความโดย
พญ.เนตรยา นิ่มพิทักษ์พงศ์

แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด

Cr. https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/musculoskeletal-pain

Categories
บทความ

ภาวะข้อไหล่หลุด อาการเป็นอย่างไร

ภาวะข้อไหล่หลุด อาการเป็นอย่างไร จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่?

ข้อไหล่หลุด

หลายคนที่มีอาการปวดหัวไหล่ ปวดไหล่ อาจจะเกิดความสงสัยว่าตนเองเข้าข่าย “ภาวะไหล่หลุด” หรือไม่ อาการปวดไหล่ที่กำลังเผชิญอยู่เป็นอาการอะไรกันแน่ ? 

ทั้งนี้ข้อไหล่หลุดเป็นภาวะที่สามารถพบได้ทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในขณะที่ทำกิจกรรม ทำให้หัวไหล่เกิดความผิดปกติ ผิดรูป และรู้สึกปวดไหล่ ที่สำคัญถ้าหากเกิดภาวะไหล่หลุดกับตัวคุณเองไม่ควรพยายามที่จะดึงไหล่ให้กลับมาในองศาเดิม เพราะอาจจะทำให้อาการรุนแรงมากกว่าเดิม  

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าเกี่ยวกับภาวะข้อไหล่หลุด ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร อาการไหล่หลุดเป็นอย่างไร แบบไหนถึงเรียกว่าภาวะข้อไหล่หลุด พร้อมทั้งแนะนำวิธีรักษาวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อหัวไหล่หลุด และแนวทางในการป้องกันอาการหัวไหล่หลุด เนื่องจากภาวะสามารถเกิดได้กับทุกคน

ภาวะข้อไหล่หลุด (Dislocated Shoulder)

ภาวะข้อไหล่หลุด (Dislocated Shoulder) เป็นอาการที่สามารถพบได้ทั่วไป และสามารถเกิดได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นเพศ หรือวัยไหนก็ตาม โดยที่ข้อไหล่หลุดออกจากเบ้า ส่วนใหญ่มักหลุดไปทางด้านหน้า (Anterior Shouulder Dislocation) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการไม่เข้ากันระหว่างหัวกระดูกและเบ้ากระดูกของหัวไหล่ ผู้ป่วยสามารถสังเกตอาการไหล่หลุดได้จากลักษณะที่แปลกไปของหัวไหล่ อาการชาจากการบาดเจ็บ ขยับไหล่ไม่ได้ และอาการปวดที่หัวไหล่หรือบริเวณรอบๆ อย่างรุนแรง 

ที่สำคัญสำหรับอาการไหล่หลุดยกแขนไม่ขึ้น ผู้ป่วยไม่ควรพยายามที่จะดึงหรือเคลื่อนไหวไหล่กลับสู่ตำแหน่งเดิมด้วยตนเอง เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายหรืออาการไหล่หลุดแย่ลงกว่าเดิม หากมีเกิดอาการไหล่หลุดควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกวิธี และสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติไหล่หลุดอาจจะเกิดอาการซ้ำได้ในอนาคต 


ไหล่หลุดเกิดจากสาเหตุใด

สาเหตุของไหล่หลุด

อาการไหล่หลุดนับเป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว เนื่องจากข้อไหล่เป็นข้อที่มีพิสัยการเคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย และมีโอกาสหลุดได้ง่ายกว่าข้ออื่นๆ โดยไหล่หลุดเป็นอาการที่สามารถเกิดได้กับทุกคน ลองมาดูสาเหตุที่ทำให้ไหล่หลุด เกิดจากอะไร

 

1. อุบัติเหตุที่ส่งผลต่อไหล่

สาเหตุของอาการไหล่หลุดที่เกิดจากอุบัติเหตุเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และมักเกิดจากความไม่ตั้งใจหรือประมาท ไม่ว่าจะเป็น รถล้ม ตกจากที่สูง หรือถูกฉุดแขนแรงเกินไป เมื่อข้อไหล่ถูกกระแทกอย่างแรงสามารถทำให้กระดูกหลุดมานอกเบ้าได้ 

 

2. การเล่นกีฬาบางประเภท

นอกจากสาเหตุที่มาจากอุบัติเหตุแล้ว การเล่นกีฬาบางประเภทยังเป็นอีกสาเหตุหลักของภาวะข้อไหล่หลุด เนื่องจากกีฬาบางประเภทจำเป็นที่ต้องรับแรงกระแทกที่รุนแรง รวมไปถึงการชน หกล้ม และการกระชากแขนในขณะที่เล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็น รักบี้ ว่ายน้ำ บาสเกตบอล ฟุตบอล และอเมริกันฟุตบอล เป็นต้น 

 

3. พันธุกรรมทางกายวิภาค

นอกจากการกระแทกอย่างรุนแรงแล้ว อาการไหล่หลุดยังถูกนับเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า ข้อหลวม (Joint Laxity) ซึ่งผู้ป่วยข้อหลวมบริเวณข้อต่อที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อนจะมีความยืดหยุ่นสูงกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ข้อยืดและหลุดได้ง่ายกว่า จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยข้อหลวมมีเกิดโอกาสเสี่ยงการเกิดภาวะไหล่หลุดมากกว่าคนทั่วไป 

 

4. การตึงของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ

อาการตึงของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ สามารถทำให้ข้อไหล่หลุดไปทางด้านหลังได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากไฟช็อต ไฟดูด หรือโรคลมชัก เป็นต้น แต่สาเหตุการตึงของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติทำให้ข้อไหล่หลุดนั่นเป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อยมากนัก 

 

5. การเสื่อมสภาพตามอายุ

อายุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงไหล่หลุดมากขึ้น โดยจากผลสำรวจพบว่าในเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการไหล่หลุดได้มากที่สุด พร้อมทั้งในเด็กที่อายุน้อยกว่า 19 ปี หากมีประวัติภาวะข้อไหล่หลุดมีโอกาสที่จะเกิดอาการไหล่หลุดซ้ำได้สูงถึง 90 – 95% 

 

6. ข้อต่อไม่แข็งแรงในเด็ก

อาการไหล่หลุดในเด็กมีสาเหตุมาจากเส้นเอ็นในข้อต่อของเด็กยังไม่มีความแข็งแรงมั่นคงเท่าเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อของผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าหากเกิดการกระชาก หรือการกระแทกในขณะที่เล่น หรือกำลังทำกิจกรรมอาจจะทำให้กระดูก Radius และเส้นเอ็นหลุดออกจากกันและเคลื่อนที่ได้ง่าย และกลายเป็นภาวะข้อไหล่หลุดในเด็กนั่นเอง 


อาการไหล่หลุดเป็นอย่างไร

กระดูกไหล่หลุดเป็นอาการที่เด่นชัด ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า และอาการปวดบริเวณรอบข้อต่อ โดยอาการไหล่หลุดที่พบมักมีสาเหตุมาจากการทำกิจกรรม เล่นกีฬาบางประเภท และอุบัติเหตุ ซึ่งอาการของภาวะข้อไหล่หลุด มีดังนี้ 
 

  • หัวกระดูกหัวไหล่หลุดออกจากเบ้าไหล่ สามารถหลุดได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น ด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง 
  • ข้อไหล่มีรูปร่างผิดแปลกจากเดิม ได้แก่ มีก้อนนูนขึ้นมาด้านหน้าเพราะหัวไหล่หลุดมาด้านหน้าด้าน หรือ ด้านข้างของไหล่แฟบลง 
  • รู้สึกปวดบริเวณหัวไหล่และบริเวณรอบข้างมากกว่า บางครั้งอาจจะมีอาการปวดรุนแรงจนถึงขั้นไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวได้ 
  • รู้สึกเจ็บเหมือนมีเข็มทิ่ม และชารอบข้าง เช่น คอหรือแขน
  • เมื่อกล้ามเนื้อที่หัวไหล่เกิดอาการเกร็ง หรือกล้ามเนื้อกระตุกจะรู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ 

ใครบ้างที่เสี่ยงข้อไหล่หลุด

กลุ่มเสี่ยงภาวะไหล่หลุด

แม้ว่าอาการไหล่หลุดจะเป็นอาการที่สามารถเกิดได้กับทุกคนเพศ ทุกวัย แต่ยังมีกลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดภาวะข้อไหล่หลุดมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ 
 

  • ในวัยเด็ก วัยรุ่น และผู้สูง ที่ข้อต่อหลวมเนื่องจากสภาพร่างกายที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรือเสื่อมสภาพตามอายุ มีโอกาสเสี่ยงเกิดอาการไหล่หลุด
  • ผู้ที่เคยมีประวัติไหล่หลุดมากก่อน 
  • ผู้ที่เป็นโรคภาวะข้อหลวม ที่ทำให้ข้อต่อในร่างกายหลุดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 
  • ผู้ที่เล่นกีฬาที่จำเป็นต้องมีการปะทะ กระแทก หรือชนระหว่างเล่น เช่น รักบี้ อเมริกันฟุตบอลบาสเกตบอล 
  • นักกีฬาที่จำเป็นต้องยกแขนเหนือศีรษะมีโอกาสเสี่ยงไหล่หลุดมากกว่ากีฬาอื่นๆ เช่น นักว่ายน้ำ นักเทนนิส และนักยิมนาสติก เป็นต้น 

การตรวจวินิจฉัยภาวะข้อไหล่หลุด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไหล่หลุด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเข้ารับการรักษาทันที โดยแพทย์จะทำการวินิจฉัยภาวะข้อไหล่หลุดเบื้องต้นด้วยการตรวจร่างกาย พร้อมทั้งดูลักษณะภายนอก ได้แก่ อาการบวม แดง การไหลเวียนของเลือดและความผิดปกติอื่นๆ บริเวณรอบข้อหัวไหล่ 

ทั้งนี้ถ้าหากแพทย์วินิจฉัยอาการไหล่หลุดว่ามีความรุนแรงและเสียหายภายในกระดูก แพทย์จะใช้วิธีเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อตรวจหากว่ามีจุดใดบ้างที่กระดูกหักหรือได้รับความเสียหาย และในบางกรณีแพทย์อาจจะใช้การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น ว่าได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด เพื่อประกอบการวินิจฉัยและรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด 


วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อข้อไหล่หลุด

หลายคนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไหล่หลุดขึ้นกับตนเองหรือคนใกล้ชิด ส่วนใหญ่มักจะมีอาการตกใจทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร ซึ่งบางครั้งการขยับไหล่หรือปฐมพยาบาลแบบผิดๆ สามารถทำให้ภาวะข้อไหล่หลุดแย่ลงได้ หากเกิดเหตุการณ์ไหล่หลุดแนะนำให้ปฏิบัติตามวิธีนี้ต่อไปนี้ 

 

  • หาตัวช่วยประคองแขน 

หลังจากที่เกิดภาวะไหล่หลุดแล้ว แนะนำให้ผู้ป่วยหาตัวช่วยมาประคองแขนสิ่งที่หาได้ง่ายที่สุด คือ มือและแขนอีกข้างของผู้ป่วย แนะนำให้นำมาประคองข้างที่ไหล่หลุดไว้ก่อน แล้วค่อยหาตัวช่วยเสริม เช่น ที่คล้องแขน ผ้า และหมอน เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้แขนเคลื่อนไหวมากจนเกินไป และควรรีบไปพบแพทย์และรักษาให้เร็วที่สุด เพราะภาวะข้อไหล่หลุดเป็นภาวะที่จำเป็นต้องรักษาทันที 

 

  • ประคบเย็น

ผู้ป่วยไหล่หลุดสามารถใช้วิธีประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดก่อนที่จะไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาได้ ซึ่งการประคบเย็นเป็นเพียงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเท่านั้น แต่อาการปวดจะหายเมื่อแพทย์จัดตำแหน่งกระดูกให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม 

 

  • ห้ามพยายามขยับหรือดัดหัวไหล่กลับตำแหน่งเดิม

สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไหล่หลุดทางที่ดีที่สุด คือ รีบไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์จัดกระดูกกลับตำแหน่งเดิม และรักษาเพื่อบรรเทาความเสียหายต่างๆ การที่ผู้ป่วยพยายามขยับหัวไหล่หรือพยายามดึงไหล่ หลังจากเกิดภาวะไหล่หลุด ให้ไหล่กลับไปสู่ตำแหน่งเดิมจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ บริเวณรอบๆ หัวไหล่ ซึ่งอาจจะทำให้กระดูกแตกหัก หรือเส้นเอ็นต่างๆ ฉีกขาด และส่งผลให้อาการแย่ลงกว่าเดิมได้ 


แนวทางการรักษาภาวะข้อไหล่หลุด

วิธีรักษาอาการไหล่หลุด

เนื่องจากภาวะข้อไหล่หลุดมีระดับความรุนแรงหลายระดับ ทำให้การรักษามีหลายแบบ ตั้งแต่วิธีรักษาไหล่หลุดแบบไม่จำเป็นผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการไหล่หลุด ทั้งนี้การรักษาหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับความรุนแรงของอาการ 

 

1. การรักษาข้อไหล่หลุดแบบไม่ผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไหล่หลุดครั้งแรก ส่วนใหญ่มักจะรักษาไหล่หลุดแบบไม่ผ่าตัด โดยแพทย์จะจ่ายยาช่วยระงับอาการปวด และใส่ที่คล้องแขนเพื่อจัดตำแหน่งกระดูกกลับตำแหน่งเดิมประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ และเมื่อครบกำหนดแล้ว แพทย์จะนัดเพื่อตรวจดูอาการไหล่อีกครั้ง เมื่อไหล่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและตำแหน่งเดิมแล้วจึงจะนำที่คล้องแขนออก หลังจากที่นำที่คล้องแขนแล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณรอบๆ หัวไหล่และแขน ให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ 

 

2. การผ่าตัดข้อไหล่หลุด

วิธีการรักษาไหล่หลุดโดยการผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติไหล่หลุด และเกิดอาการไหล่หลุดซ้ำๆ อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากผู้ป่วยที่เคยมีประวัติไหล่หลุด เนื้อเยื่ออ่อนในข้อไหล่ฉีก และไม่สามารถซ่อมแซมตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ทำให้เกิดภาวะเบ้ากระดูกไหล่สึก ข้อหลวม และเกิดอาการไหล่หลุดซ้ำๆ นั่นเอง 

ก่อนการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการไหล่หลุด แพทย์จะใช้วิธีตรวจ MRI เพื่อตรวจดูว่าข้อไหล่ได้รับความเสียหายบริเวณใดบ้าง เพื่อประเมินอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย โดยวิธีผ่าตัดรักษาไหล่หลุดมีทั้งหมด 2 แบบ ได้แก่ 

 

  • การผ่าตัดแบบเปิด

การผ่าตัดแบบเปิด หรือที่เรียกว่า การผ่าตัดเสริมภาวะเบ้ากระดูกไหล่เสื่อม (Glenoid Reconstruction) เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะข้อไหล่หลุดซ้ำๆ เป็นการผ่าตัดเพื่อเสริมกระดูกเบ้าหัวไหล่ด้วยการตัดกระดูกจากกระดูกกลุ่มโคราคอยด์ โพรเซส (Coracoid Process) มาเสริมที่บริเวณเบ้าหัวไหล่ 

การผ่าตัดแบบเปิดเหมาะกับผู้ป่วยที่ภาวะเบ้ากระดูกไหล่สึกเกิน 15 – 25 % โดยแพทย์จะส่งตัวไปตรวจ MRI เพื่อประเมินกระดูก เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อ การผ่าตัดแบบเปิดจึงเป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ที่แพทย์พิจารณาว่าไม่สามารถตัดแบบส่องกล้องได้ หรือมีโอกาสผ่าตัดไม่สำเร็จสูง 

 

  • การผ่าตัดแบบส่องกล้อง

ผู้ป่วยภาวะไหล่หลุดส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับความเสียหายที่กระดูกข้อไหล่ หรือสึกหรอน้อย มักจะรักษาด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งการผ่าตัดส่องกล้องเป็นการเย็บซ่อมแซมเยื่อหุ้มข้อไหล่ที่เกิดการฉีดขาด หรือการยืดให้กลับมาใกล้เคียงปกติ โดยใส่กล้องและอุปกรณ์เข้าไปเย็บซ่อมแซมเยื่อหุ้มข้อไหล่ให้ตึงมากขึ้น 

ทั้งนี้การผ่าตัดแบบส่องกล้องเพื่อรักษาอาการไหล่หลุด เป็นวิธีที่เสียเลือดน้อย ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ไว และไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ นอกจากนี้การผ่าตัดส่องกล้องยังช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อในบริเวณรอบๆ 


ระยะฟื้นตัวจากภาวะข้อไหล่หลุด

กายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยไหล่หลุด

โดยปกติแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังจากที่ไหล่กลับสู่ตำแหน่งเดิม แต่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้แขนข้างที่ไหล่หลุดประมาณ 2 – 3 วัน 

 

1. ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยข้อไหล่หลุด

ระยะฟื้นตัวของผู้ป่วยข้อไหล่หลุด สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้ดังนี้ 

 

  • ผู้ป่วยข้อไหล่หลุดที่รักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

สำหรับการพักฟื้นในระยะนี้ผู้ป่วยจะใช้ที่คล้องแขนเพื่อลดการเคลื่อนไหวของแขนประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ เมื่อครบตามกำหนดที่แพทย์สั่ง และตรวจเช็คร่างกายกับแพทย์อีกครั้งแล้วจึงจะสามารถกลับมาใช้แขน และเริ่มทำกายภาพเพื่อให้กล้ามเนื้อแขนกลับมาใช้งานได้ปกติ 

 

  • ผู้ป่วยข้อไหล่หลุดที่รักษาด้วยวิธีผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยภาวะข้อไหล่หลุดที่รักษาด้วยวิธีผ่าตัดจำเป็นต้องใช้ที่คล้องแขนเพื่อลดการเคลื่อนไหวประมาณ 4 – 6 สัปดาห์ และหลังจากถอดที่คล้องแขนแล้วจำเป็นต้องทำกายภาพบำบัด เพื่อให้แขนจะสามารถกลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงปกติ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน ทั้งนี้ระยะพักฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพทางร่างกายและความแข็งแรงของแต่ละคน

 

2. การใช้ยาบรรเทาอาการปวด

ผู้ป่วยไหล่หลุดอาจจะมีอาการปวดบริเวณหัวไหล่รุนแรง 2 – 3 วันแรกหลังจากที่กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน แนะนำให้ทานยาแก้ปวดหรือยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล นาพรอกเซน อะเซตามิโนเฟน หรือ ไอบูโพรเฟน โดยผู้ป่วยสามารถอ่านวิธี ปริมาณ และข้อควรปฏิบัติได้ที่ฉลากข้างกล่องยา และสำหรับผู้ป่วยไหล่หลุดที่มีอาการปวดรุนแรงยาแก้ปวดไม่สามารถบรรเทาอาการได้ แพทย์อาจจะสั่งยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์รุนแรงมากกว่า เช่น โคเดอีน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรง และดุลยพินิจของแพทย์ 

 

3. การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยข้อไหล่หลุด

หลังจากที่ผู้ป่วยไหล่หลุดถอดที่คล้องแขนออกแล้ว แพทย์อาจจะแนะนำให้ทำกายภาพบำบัดและออกกำลังกายแขนและไหล่เบาๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรง โดยการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยไหล่หลุดสามารถช่วยบรรเทาอาการต่อไปนี้ 
 

  • ลดภาวะข้อไหล่ติด 
  • ลดความฝืดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น 
  • บรรเทาความเจ็บปวด
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรง

ทั้งนี้ผู้ป่วยไหล่หลุดที่มีอาการเจ็บปวดหลังจากที่เริ่มออกกำลังกายควรหยุด และปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัย 


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดเมื่อข้อไหล่หลุด

ภาวะแทรกซ้อนจากข้อไหล่หลุด

ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติไหล่หลุด หรือเกิดอาการไหล่หลุดบ่อยๆ เมื่อมีอาการปวดข้อความรุนแรงควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากข้อไหล่หลุดได้ 

 

1. กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นฉีกขาด

เนื่องจากบริเวณหัวไหล่มีกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นจำนวนมาก เมื่อเกิดภาวะข้อไหล่หลุดอาจจะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณรอบๆได้รับความเสียหาย หรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงเนื่องจากกล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บ หรือเส้นเอ็นฉีกขาด  

 

2. เส้นประสาทได้รับความเสียหาย

บริเวณหัวไหล่มีเส้นประสาทจำนวนมาก เมื่อเกิดอาการไหล่หลุดอาจจะส่งผลต่อเส้นประสาทบริเวณรอบๆ หัวไหล่ ทำให้ได้รับความเสียหาย และเมื่อเส้นประสาทได้รับความเสียหายสามารถส่งผลให้เกิดอาการแขนอ่อนแรง หรือรู้สึกชาบริเวณแขนและหัวไหล่ได้ 

 

3. ภาวะไหล่คลอน

ภาวะไหล่คลอนเป็นภาวะที่เกิดกับผู้ป่วยที่มีประวัติไหล่หลุดรุนแรงมาก่อน หรือไหล่หลุดบ่อยๆ หลายครั้ง โดยมักจะมีอาการเหมือนกับกระดูกหัวไหล่ต่อไม่สนิทกับเบ้าหัวไหล่ ทำให้รู้สึกสะดุดเวลาขยับแขนหรือขยับร่างกาย 


การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะข้อไหล่หลุด

 วิธีป้องกันภาวะข้อไหล่หลุด

เพราะอาการไหล่หลุดมักเกิดจากกระแทกจากอุบัติเหตุ หรือการเล่นกีฬาบางประเภท รวมไปถึงการหกล้มในผู้สูงอายุ การป้องกันไหล่หลุดได้ดีที่สุดคือการระมัดระวังในการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติตามวิธีต่อไปนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะข้อไหล่หลุด 
 

  • ใช้ราวจับในขณะขึ้นลงบันได
  • ใช้แผ่นกันลื่นในห้องน้ำ หรือบริเวณที่มักเปียก 
  • สวมอุปกรณ์ป้องกันในขณะที่เล่นกีฬาที่จำเป็นต้องกระแทก หรือชนในระหว่างเล่น 
  • พยายามปลูกฝังพฤติกรรมให้เด็กๆ ระมัดระวังในขณะที่เล่น 
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ 

คำถามที่พบบ่อย

หากข้อไหล่หลุด ดึงกลับเข้าที่ด้วยตัวเองได้ไหม

สำหรับผู้ที่มีภาวะข้อไหล่หลุดบ่อยๆ ถึงแม้ว่าจะสามารถดึงหัวไหล่กลับเข้าที่ได้ด้วยตัวเอง แต่ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ทำ เนื่องจากเป็นวิธีแก้ไหล่หลุดอาจจะสร้างความเสียหายให้กับกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น บริเวณหัวไหล่และรอบๆ ได้ ซึ่งอาจจะทำให้กระดูกแตกหัก หรือเส้นเอ็นฉีกขาดทำให้อาการไหล่หลุดรุนแรงมากกว่าเดิม และทำให้การรักษายากขึ้นไปอีกขั้น ทางที่ดีที่สุดเมื่อเกิดอาการไหล่หลุดแนะนำให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยการหาตัวช่วยประคองแขนไม่ให้เคลื่อนไหวและรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด 

 

ไหล่หลุด จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่

การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการไหล่หลุดเป็นการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไหล่หลุดซ้ำๆ ถี่ๆ เนื่องจากเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณรอบๆ อ่อนแรง หรือเข้าข่ายภาวะข้อหลวมทำให้เกิดอาการไหล่หลุดบ่อยๆ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไหล่หลุดครั้งแรก ส่วนใหญ่มักจะไม่จำเป็นต้องผ่าตัด โดยวิธีที่ใช้รักษาผู้ป่วยไหล่หลุดครั้งแรกจะเป็นการจัดกระดูกให้เข้าที่ (Manipulation) และใช้ที่คล้องแขน เพื่อลดการเคลื่อนไหวของแขน เพื่อให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกให้พักฟื้น และซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย 


ข้อสรุป

ไหล่หลุด คือ ภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กบทุกเพศ ทุกวัย โดยในวัยเด็ก วัยรุ่น และผู้สูงอายุมักเกิดอาการไหล่หลุดที่มีสาเหตุมาจากการได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ และการเล่นกีฬาบางประเภท ซึ่งภาวะข้อไหล่หลุดเป็นอาการที่ต้องรีบรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทันที 

ที่สำคัญผู้ป่วยที่มีอาการไหล่หลุดไม่ควรพยายามดึงไหล่ให้กลับสู่ตำแหน่งเดิมด้วยตนเอง เพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่และรอบๆ ได้รับความเสียหายมากกว่าเดิม หากผู้ป่วยมีอาการไหล่หลุดครั้งแรกมักจะเป็นการรักษาโดยการจัดกระดูกและใช้ที่คล้องแขนประคองแขน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการไหล่หลุดซ้ำๆ อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ทั้งนี้วิธีรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์

Cr. https://www.samitivejchinatown.com/th/health-article/dislocated-shoulder

Categories
บทความ

ถ้าเกิดปวดหลัง….ต้องทำ X-RAY หรือ MRI ?

เราเชื่อว่ามีหลายๆ คนมีความสงสัยว่าระหว่าง “X-RAY ” และ “MRI” มันมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ทั้งๆ ที่มันก็เป็นเครื่องมือที่แพทย์ใช้วินิจฉัยหาความผิดปกติภายในร่างกายของผู้ป่วย วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้คลายฉงนกัน

X-RAY

เป็นภาพถ่ายที่เราคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เอกซเรย์เกิดจากการปล่อยรังสีเอกซ์จากเครื่องกำเนิดฉายไปตำแหน่งที่แพทย์ต้องการวินิจฉัย เพื่อให้เกิดภาพเงา แล้วมีแผ่นฟิล์มมารองรับเพื่อบันทึกภาพ ซึ่งภาพที่ได้จะเกิดจากการที่องค์ประกอบอวัยวะใด รังสีเอกซ์ผ่านไปได้ยากจะเป็นสีขาวทึบที่เกิดจากรังสีเอกซ์ ส่วนถ้าอวัยวะใดรังสีเอกซ์ผ่านไปได้ง่ายจะโปร่งแสง ถ้าดูจากแผ่นฟิล์มเอกซเรย์จะมีสีออกเทาดำหรือดำ

นี่เป็นภาพถ่ายจากการเอกซเรย์ บริเวณกระดูกสันหลัง จะเห็นกระดูกสันหลังเป็นข้อ ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะโปร่งใส ซึ่งที่โปร่งใส่นั้นคือหมอนรองกระดูก

MRI

MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging จะใช้คลื่นวิทยุร่วมกับสนามแม่เหล็กแรงสูงเพื่อสร้างเป็นภาพ สามารถให้รายละเอียดของภาพและแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเนื้อดีและเนื้อร้ายได้อย่างแม่นยำชัดเจน โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องความหนาของเนื้อเยื่อ จึงสามารถตรวจได้ทั้ง เนื้อและฐานสมอง เส้นเอ็น เส้นประสาท หลอดเลือด กล้ามเนื้อ ไขสันหลัง และกระดูก สามารถสร้างภาพทะลุทะลวงได้ทุกส่วนของร่างกายและทุกระนาบ

ส่วนภาพนี้เป็นภาพของกระดูกสันหลัง โดยการทำ MRI จะเห็นองค์ประกอบของกระดูกสันหลังชัดเจนมากขึ้น เช่นหมอนรองกระดูกสันหลัง, น้ำในหมอนรองกระดูกสันหลัง และเส้นประสาทในกระดูกสันหลัง เป็นต้น

ทำไม X-Ray แล้วยังต้องทำ MRI ?

ในกรณีที่คุณมีอาการผิดปกติทางกระดูกสันหลัง ,รู้สึกปวดหลังร้าวลงขา หรือปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ และถ้าอยากที่จะรักษาให้หายก็ต้องตรวจทั้งเอกซเรย์ และ MRI ควบคู่กัน เพราะทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเอกซเรย์ จะดูโครงสร้างของกระดูกสันหลังได้ชัดเจน ส่วนการทำ MRI จะเห็นความผิดปกติของหมอนรองกระดูกได้อย่างชัดเจนนั้นเอง

Cr. https://www.s-spinehospital.com/main/x-ray-or-mri/

Categories
บทความ

หมอนรองกระดูกปลิ้นคือ?

หมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาท หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Slipped disc : Herniated Disc) เกิดจากหมอนรองกระดูกที่อยู่ ระหว่างกระดูกทั้ง 2 ข้อปลิ้นออกมากดทับเส้นประสาทไขสันหลังทำให้คุณรู้สึกปวดคอหรือหลัง หากมีการกดทับมากอาจเสี่ยงต่อความพิการได้

เช็กอาการปวดหลังจากหมอนรองกระดูกปลิ้น

หมอนรองกระดูกปลิ้น เรียกอีกอย่างว่า หมอนกระดูกเคลื่อน หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท สามารถเช็กได้ดังนี้
-ปวดหลังล่าง
-ปวดคอ
-ปวดบริเวณก้น หรือสะโพกร้าวลงขา (เส้นประสาทไซแอ็ททิค)
-ชา หรือเสียวเหมือนไฟช็อต ร้าวลงขา แขน ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
-มี ปัญหาขณะก้มยกของหรือการทรงตัว
-หากเส้นประสาทถูกกดทับนานจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงระบบขับถ่ายมีปัญหา

ใครเสี่ยงที่จะเป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อนบ้าง?

-ผู้สูงอายุ
-สูบบุหรี่จัด
-ออกกำลังกายหนักเกินไป หรือขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ
-พฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ยกของหนัก ,นั่งนาน ,ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ หรือก้มตัวยกของ เป็นต้น
-อุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง ล้มก้นกระแทกเป็นต้น
-น้ำหนักตัวมากเกินค่ามาตรฐาน

 
HOW TO บรรเทาอาการปวดหลังงจากหมอนกระดูกเคลื่อนด้วยตัวเอง

ควบคุมพฤติกรรม
ถ้าคุณมีอาการปวดหลังจนทนไม่ได้ให้หยุดพักกิจกรรมที่ทำอยู่ ค่อยๆยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดและการตึงตัวของกล้ามเนื้อ

รับประทานยาแก้ปวด
เมื่อมีอาการปวดหลังควรรับประทานยาแก้ปวดในกลุ่ม NSADs ตามแพทย์สั่ง

ปวดหลังนานแค่ไหนต้องผ่าตัด
– รับประทานยาแก้ปวดหรือกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำ
– มีอาการปวดหลังมากขึ้นหลังจากทำการรักษา
– มีอาการชา หรืออ่อนแรงตามร่างกายเป็นผลมาจากเส้นประสาทหรือไขสันหลังถูกกดทับ

การวินิจฉัยหมอนกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท

การวินิจฉัยโรคหมอนกระดูกเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นหมอนรองกระดูกส่วนคอ หรือส่วนหลังแพทย์เฉพาะทางจะทำการตรวจประเมินร่างกายเบื้องต้นร่วมกับการทำx-rayและการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า MRIเพื่อให้แพทย์นำมาใช้ในการวินิจฉัยอาการยืนยันความผิดปกติที่เกิดขึ้น สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และตรงจุด

การรักษาหมอนรองกระดูกปลิ้น

เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดหลังและรับประทานยาแก้ปวดนานเกิน 1 เดือน แต่อาการไม่ดีขึ้นแพทย์จะพิจารณาส่งตรวจ x-ray และ MRI เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท ซึ่งการรักษาอาการปวดจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน เริ่มจากการฉีดยาระงับการอักเสบที่โพรงเส้นประสาทไขสันหลัง หากหมอนรองกระดูกเริ่มปูดนูน หรือปลิ้นออกมาไม่มากแพทย์อาจจะพิจารณาทำการรักษาโดยการจี้เลเซอร์ในบริเวณที่มีปัญหา

แต่เมื่อใดก็ตามที่หมอนรองกระดูกปลิ้นหรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาทในปริมาณที่เยอะแพทย์จะทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยกล้องเอ็นโดสโคป หรือการเจาะรูส่องกล้อง ( PSLD ในบริเวณหลัง หรือ PSCD ในบริเวณคอ) ซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอ็นโดสโคป ติดอยู่ ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาของแพทย์อยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ สามารถรักษาเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

Cr. https://www.s-spinehospital.com/main/slipped-disc/

Categories
บทความ

อาการแบบไหนคือ “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

ปวดหลัง แต่ทำไมร้าวลงที่ขา คือ สิ่งที่ใครหลายคนอาจสงสัยถึงอาการที่กำลังเกิดขึ้นกับตัว แต่นี่คือหนึ่งในอาการที่เด่นชัดที่สุดของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated Nucleus Pulposus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์ และเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบมากที่สุดในช่วงวัยทำงาน

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ ภาวะเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ซึ่งเกิดจากความเสื่อมจากการใช้งานมานาน ไม่ว่าจะเป็นการก้มๆ เงยๆ เป็นประจำ ยกของหนักผิดท่า หรือจากอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนต่อกระดูกสันหลังโดยตรง จนทำให้สารนํ้าหรือเจลลี่ในหมอนกระดูกสันหลังปลิ้นออกมาไปกดเบียดเส้นประสาทที่อยู่ทางด้านหลัง ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ

สัญญาณเตือนที่บอกว่า คุณอาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • ปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
  • ปวดหลังเรื้อรังบริเวณเอว เป็นๆ หายๆ เป็นเวลานาน
  • ปวดหลังร้าวลงขา ตั้งแต่สะโพกไปถึงบริเวณน่องหรือเท้า
  • ไม่สามารถเดินได้ไกล และมีอาการปวดชาลงไปถึงขาคล้ายเป็นตะคริว ต้องหยุดพัก จึงจะเดินต่อไปได้
  • ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่บริเวณขา กระดกข้อเท้าไม่ได
  • บางรายอาจมีปัญหาควบคุมระบบการขับถ่าย

ระดับความรุนแรงของโรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท

  • ระยะเริ่มต้น
    เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังเริ่มมีความเสื่อม จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการ ปวดหลังเรื้อรัง โดยอาการปวดในช่วงแรกอาจจะเป็นๆ หายๆก่อนจะปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นความทรมาน
  • ระยะปานกลาง
    เป็นระยะที่หมอนรองกระดูกเริ่มเคลื่อน หรือปลิ้นออกมากดเบียดเส้นประสาท จนเกิดอาการปวดร้าวจากคอไปถึงแขน หรือจากหลังไปถึงขาและเท้า รวมถึงอาจมีอาการชาร่วมด้วย
  • ระยะรุนแรง
    เมื่อการกดทับเส้นประสาทรุนแรงขึ้น อาการปวด ชา และอ่อนแรงจะเป็นมากขึ้น จนเส้นประสาทเกิดการบาดเจ็บและเสี่ยงต่อความพิการได้ จึงควรได้รับการรักษา หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โดยทันทีเพราะมีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาต บางรายปวดหลังมากจนขยับไม่ได้ ขาพับและท่อนล่างไร้ความรู้สึก หรือที่เรียกว่าเป็นอัมพาตแบบเฉียบพลัน

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรักษาได้
ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างมาก ด้วยการรักษาโรคกระดูกสันหลังแบบ MIS SPINE แผลเล็กเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทำให้การรักษาโรค หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เป็นเรื่องง่ายและหายเร็ว ความปลอดภัยสูง เสียเลือดน้อยโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำช่วยลดการทำลายกล้ามเนื้อของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วยิ่งขึ้น หากเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อใดที่ปล่อยทิ้งไว้นานๆฝืนและทนต่อความเจ็บปวด ไม่เข้ารับการรักษาใดๆ นอกจากอาการชาขาที่เป็นอยู่ จะมีอาการขาอ่อนแรงกล้ามเนื้อขาข้างที่ชาจะเริ่มฝ่อลีบ สูญเสียประสาทรับความรู้สึกและสั่งการบางส่วน เดินเซเสี่ยงล้ม และท้ายที่สุด ก็จะเดินไม่ได้อีกต่อไป

Cr. https://www.s-spinehospital.com/main/herniated-nucleus-pulposus/

Categories
บทความ

ออฟฟิศซินโดรม เสี่ยงกระดูกกดทับเส้นประสาท

กลุ่มอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” เป็นคำที่คุ้นหูมากขึ้นกว่าในอดีต หากเรามองย้อนกลับไป 5-6 ปีที่แล้ว เรื่องนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องใหม่ และไม่ค่อยมีคนกล่าวถึง แต่ในปัจจุบัน อาการออฟฟิศซินโดรมได้กลายเป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศอย่างน้อย 1 ใน 10 เลยทีเดียว

 

อาการปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดคอ เป็นกลุ่มอาการของออฟฟิศซินโดรม แต่อาการปวดแบบไหนที่เป็นสัญญาณอันตรายอาจเสี่ยงเป็นโรค “หมอนรองกระดูกเสื่อมทับเส้นประสาท”

ออฟฟิศซินโดรมเสี่ยง “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” มีอาการอย่างไร?

1.ปวดบริเวณคอ หลัง อก เอว หลังช่วงล่าง หรือบริเวณไหล่ที่เชื่อมกับคอ โดยปวดแบบจิ๊ดๆ เหมือนไฟฟ้าช็อต หรืออาจจะปวดจนสะดุ้งเบาๆ
2.อาการปวดหลัง ปวดคอ จะเป็นๆ หายๆ มากกว่า 2 สัปดาห์เป็นต้นไป
3.มีอาการปวดทั่วแผ่นหลัง หรือปวดมากขึ้นบริเวณบั้นเอว หลังช่วงล่าง ยาวไปจนถึงขา
4.อาการปวดรบกวนการใช้ชีวิต ขยับร่างกายก็ปวด นอนก็ปวด

ปัจจัยเสี่ยงเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

1.อายุมากขึ้น เมือกใสๆ ในหมอนรองกระดูกก็เริ่มเสื่อมสภาพ
2.ยกของหนักมากเกินไป หรือยกของหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง
3.การเล่นกีฬาที่มีการกระแทกซ้ำ
4.เคลื่อนไหวผิดท่าอย่างแรง/โดยฉับพลัน
5.น้ำหนักที่มากขึ้น จนเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน ทำให้หมอนรองกระดูกต้องรับน้ำหนักมาก
6.นั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมๆ อยู่เป็นเวลานาน ไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกาย

วิธีป้องกันหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

นอกจากจะต้องระมัดระวังในการขยับร่างกาย งดเว้นการยกของหนัก และปรับเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างนั่งทำงานแล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยยืดอายุของหมอนรองกระดูกให้ยังแข็งแรง ไม่เสื่อมได้ง่ายๆ อีกด้วย

หากสงสัยว่ากำลังมีอาการปวดที่เกิดจากออฟฟิศซินโดรม สาเหตุเกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคแทรกซ้อนเรื้อรัง และความพิการตามมา

Cr. https://www.s-spinehospital.com/main/office-syndrome/

Categories
บทความ

ปวดหลังส่วนล่าง ภัยร้ายวัยทำงาน ที่ต้องระวัง

อาการปวดหลัง เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งอาการปวดหลังส่วนล่างจะพบได้บ่อยกว่าตำแหน่งอื่นๆ  โดยจะปวดตั้งแต่บริเวณเอวลงไปจนถึงสะโพก ในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวลงขาร่วมด้วย 

กลุ่มที่พบได้มาก คือ คนที่อยู่ในท่าเดิมๆ ไม่ค่อยได้ลุกไปไหน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องมีการนั่งทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน หากเริ่มมีอาการควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ ก่อนที่อาการปวดจะลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บทความนี้ได้รวบรวมเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคปวดหลังล่างมาให้อ่านกัน เพื่อที่จะได้รับมือได้อย่างถูกต้อง

สาเหตุที่ทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง

ปวดหลังส่วนล่างเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดมักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อหลังถูกใช้งานมากเกินไป หรือกล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บ ซึ่งมักจะพบในกลุ่มที่มีการใช้งานในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องนั่งทำงานทั้งวัน ไม่ค่อยได้ขยับร่างกาย หรือลุกไปไหน ซึ่งทำให้ชปวดหลังส่วนล่างได้ง่าย นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย ดังนี้

  • การยกของหนัก สำหรับกลุ่มคนที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลัง อันเนื่องมาจากน้ำหนักของที่ยกอาจจะมากเกินไป หรือการใช้ท่าทางในการยกของที่ผิด ดังนั้น ควรจะต้องยกของให้ถูกท่า เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดจากการใช้งาน
  • กระดูกสันหลังเสื่อม พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะหมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อจะมีการเสื่อมสภาพลงตามอายุ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ แต่ถ้ามีการกดเบียดทับเส้นประสาทในช่องโพรงกระดูกสันหลังร่วมด้วย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “กระดูกทับเส้น” ก็จะมีอาการปวดหลังล่างร่วมกับมีอาการปวดร้าวลงขา ชาหรืออ่อนแรงได้
  • โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท มักพบในช่วงวัยทำงาน จะมีอาการปวดหลังล่างร่วมกับปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วยได้ 
  • อุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็น พลัดตกหกล้ม การตกจากที่สูง อุบัติเหตุจราจร รวมถึง กลุ่มที่เกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อาจทำให้เกิดปัญหากระดูกหัก หรือมีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และทำให้ปวดหลังส่วนล่างได้
  • เนื้องอก สำหรับอาการปวดหลังล่างที่เกิดจากเนื้องอกหรือมะเร็งลามไปที่หลัง เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังที่ผิดปกติ โดยที่จะมีอาการปวดค่อนข้างมาก กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น เช่น ปวดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลด และเคยมีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน
  • ติดเชื้อ เมื่อกระดูกหรือข้อต่อเกิดการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดและมีไข้ แต่สาเหตุนี้พบได้น้อยมากๆ 

อาการที่อาจพบได้เมื่อปวดหลังส่วนล่าง

อาการปวดหลังล่าง ถ้าสาเหตุเกิดจากตัวกล้ามเนื้อหรือข้อต่อกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดเมื่อยบริเวณหลัง และในบางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวมาที่สะโพกร่วมด้วยได้  แต่ถ้าตัวโรคที่เป็นมีการไปกดเบียดทับเส้นประสาทในโพรงกระดูกสันหลัง เช่น โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท หรือโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท นอกจากจะมีอาการปวดหลังล่างแล้ว ก็จะมีอาการปวดร้าวลงขา ชาหรืออ่อนแรงเวลายืนเดินได้ ตามเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของโรค

รักษาและฟื้นฟูอาการปวดหลังส่วนล่างโดยไม่ผ่าตัด 

เมื่อปวดหลังส่วนล่าง ถ้าอาการนั้นรุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง ควรเข้าไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของโรค และทำการรักษาต่อไป ซึ่งวิธีการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างจะขึ้นอยู่กับตัวโรคที่เป็น โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำทางเลือกที่เหมาะสมกับอาการและข้อจำกัดของคนไข้แต่ละคน เพื่อให้ได้การรักษาที่ตรงจุด สำหรับวิธีการรักษาก็จะมีตั้งแต่การใช้ยา และการรักษาโดยเวชศาสตร์ฟื้นฟู

ยา

การใช้ยากลุ่มบรรเทาอาการปวด ยาลดการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาลดความปวดเส้นประสาท จะถูกจัดให้ตามความเหมาะสม และตามโรคที่คนไข้เป็น แพทย์จะเป็นผู้กำหนดให้เหมาะสมกับตัวโรค และข้อควรระวังในการใช้ยา แต่หากรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการปวดหลังส่วนล่างยังไม่ดีขึ้น ก็จะต้องเพิ่มการรักษาโดยการกายภาพบำบัด หรือทำการรักษาควบคู่กันไป 

เวชศาสตร์ฟื้นฟู

เวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นสาขาทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการดูแลรักษา แก้ไขความเจ็บปวด ฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้กลับมาแข็งแรง ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกมากขึ้น สำหรับผู้ที่ปวดหลังส่วนล่าง แพทย์อาจเพิ่มการรักษาโดยเวชศาสตร์ฟิ้นฟูแบบต่างๆ ที่จะออกแบบโปรแกรมให้กับผู้ป่วยแต่ละคนโดยเฉพาะ ซึ่งมีหลายวิธีด้วยกันดังนี้

  • การประคบแผ่นร้อน
  • การใช้อัลตราซาวนด์ลดปวด 
  • การใช้เลเซอร์ 
  • การช็อกเวฟ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวด
  • การใช้เครื่องเรดคอร์ด (Red Cod) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วย ปรับท่าทางให้ถูกต้อง ช่วยในการยืดเหยียด และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง
  • การใช้เครื่อง Huber 360 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถออกแบบให้เหมาะกับกล้ามเนื้อที่เป็นปัญหาได้ เช่น เพิ่มความแข็งแรงเฉพาะส่วนหลังล่าง หรือจะเลือกโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งานตามประเภทกีฬาได้
  • การใช้ธาราบำบัด เป็นการออกกำลังกาย และฟื้นฟูร่างกายที่ไม่ลงน้ำหนักที่หลังมากเกินไป โดยจะมีโปรแกรมให้คนไข้ออกกำลังกายในน้ำ พร้อมด้วยอุปกรณ์ต่างๆ

รักษาอาการปวดหลังส่วนล่าง ด้วยการผ่าตัด

การรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างด้วยการผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาขั้นสุดท้ายที่แพทย์จะแนะนำ เมื่อการรักษารูปแบบอื่นๆ ไม่ได้ผล และเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัดเท่านั้น เช่น  โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท เป็นต้น

ปวดหลังส่วนล่างป้องกันได้ เพียงดูแลตัวเองให้เพียงพอ

ปัญหาปวดหลังส่วนล่างเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนั้น จึงเป็นโรคที่สามารถลดความเสี่ยงและป้องกันได้ เพียงแค่ต้องมีการดูแลตัวเองให้เป็นอย่างดี และเหมาะสม ดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อหลังและแกนกลางลำตัวแข็งแรง 
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ เช่น การยกของหนักมากๆ
  • ไม่อยู่ในท่าเดิมซ้ำๆ หากต้องนั่งทำงานทั้งวันควรเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถทุกๆ 1 ชั่วโมง

สรุป

ปวดหลังส่วนล่างเป็นอาการปวดหลังตั้งแต่ตำแหน่งชายโครงไปจนถึงส่วนล่างของแก้มก้น ซึ่งปวดหลังส่วนล่างเกิดจากสาเหตุหลายอย่างตั้งแต่การใช้งานที่มากเกินไปและไม่เหมาะสม การเสื่อมของกระดูก อุบัติเหตุ และสาเหตุอื่นๆ ในบางรายอาจจะมีอาการปวดหลังส่วนล่างจนร้าวลงขาร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่ามีการกดทับเส้นประสาทที่หลังร่วมด้วย สำหรับวิธีการรักษาอาการปวดหลังส่วนล่างมีตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการผ่าตัด ซึ่งขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์

Cr. https://kdmshospital.com/article/low-back-pain/