Categories
บทความ

ปวดเข่าบ่อย ลุกนั่งเดินเจ็บ สัญญาณโรคข้อเข่าเสื่อม

ปวดเข่าบ่อย ลุกนั่งเดินเจ็บ สัญญาณโรคข้อเข่าเสื่อม

อาการปวดเข่าเป็นอาการที่พบได้บ่อย และควรให้ความสำคัญ เพราะถ้าหากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า ผลที่ตามมาคือ การเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมากๆ จะมีอาการเจ็บหรือปวดเข่า ข้อเข่าผิดรูป ข้อฝืด หรือข้อติด เดินได้ไม่ปกติ ไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม ส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทั้งด้านร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อมควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยปัจจุบันมีวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งเป็นวิธีสากลที่ได้รับการยอมรับว่าผลการรักษาดีที่สุด ทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


รู้ได้อย่างไร อาการปวดเข่าแบบไหน ที่แสดงว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ มักพบบ่อยในผู้ที่อายุเกิน 40 ปี พบมากในผู้หญิงและผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก มักเป็นทั้ง 2 ข้าง เมื่อข้อเข่าข้างหนึ่งเริ่มเสื่อมแล้ว จะมีข้อเข่าอีกข้างเสื่อมอีกใน 11 ปีต่อมา

อาการในระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัด โดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ

เมื่อมีภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรง อาการปวดเข่าจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ


สาเหตุโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิม และอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ โดยแบ่งสาเหตุได้ 2 แบบ ดังนี้

  1. ความเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบในเพศหญิงพบมากกว่าเพศชาย มีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง และกรรมพันธุ์
  2. ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น

การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมตรวจพบได้จากการเอกซเรย์ข้อเข่า โดยฟิล์มที่ปรากฏจะมองเห็นช่องว่างแคบๆ ระหว่างข้อเข่าด้านบนและข้อเข่าด้านล่าง แสดงให้เห็นว่ามีการสึกหรอของกระดูกอ่อน นอกจากนี้แพทย์จะซักประวัติอาการปวดเข่า ประวัติคนในครอบครัว ประวัติการบาดเจ็บข้อเข่า และวัดความสามารถในการงอและเหยียดข้อเข่า


การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

  1. รักษาโดยไม่ใช้ยา ช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้เข่าเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ได้แก่ การประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเข่า ร่วมกับการทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อเข้า การควบคุมน้ำหนักตัว และการบริหารกล้ามเนื้อและออกกำลังเพื่อสุขภาพ ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. รักษาโดยการใช้ยา อยู่ภายใต้แผนการรักษาของแพทย์ เช่น ยาทาเฉพาะที่ ประเภทยาแก้ปวดและต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และ เจลพริก (Capsaicin) ใช้ทานวดซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความร้อนเฉพาะที่ ยาแก้ปวด พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในรูปของยารับประทานและยาฉีด ซึ่งช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้ดี และยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  3. รักษาโดยวิธีการผ่าตัด
    • การส่องกล้องข้อเข่า เพื่อตรวจสภาพและล้างภายในข้อ เป็นการรักษาที่น่าจะได้ผลดี ในกลุ่มที่มีเศษขรุขระเล็กน้อยที่เป็นสาเหตุของอาการปวดขัดในข้อ ใช้รักษาภาวะเข่าเสื่อมในระยะแรกเท่านั้น ในกรณีที่ข้อเสื่อมมากหรือรุนแรง แนะนำให้เปลี่ยนผิวข้อแทน
    • การผ่าตัดปรับแนวข้อ ในกรณีที่มีการผิดรูปของข้อ โดยแก้ไขแนวแรงให้กระจายไปยังจุดที่ผิวข้อยังดีอยู่
    • การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty: TKA) เป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะปานกลางถึงระยะรุนแรง เป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีสากลที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด นั่นคือ ทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม

เทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม รักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

ปัจจุบัน การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเป็นที่นิยมมาก เพราะเห็นผลการรักษาไว และทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ โดยไม่เจ็บเข่าทรมานอีก ซึ่งผิวข้อเข่าเทียมที่เปลี่ยนนั้นทำมาจากสเตนเลสผสมจำพวกนิเกิล โคบอล ไททาเนียม ส่วนหมอนรองกระดูกเทียมทำจากวัสดุจำพวกพลาสติกชนิดพิเศษ (Polyethylene) ไม่มีปฏิกิริยาต่อร่างกาย น้ำหนักเบา และใช้งานได้คงทน เป็นที่รู้จักของแพทย์ออร์โธปิดิกส์ทั่วโลก

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด มีดังนี้

  • มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายรังสี
  • มีอาการปวด บวม ตึงข้อเข่า ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย
  • ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

ขั้นตอนในการผ่าตัด

เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะผิวของกระดูกทั้ง 3 ส่วนที่ประกอบกันเป็นข้อเข่า (กระดูกส่วนของต้นขา หน้าแข้ง และสะบ้า) โดยแพทย์จะตัดส่วนของผิวข้อที่สึกหรอหรืออักเสบออกไป ซึ่งมีความหนาประมาณ 8-10 มิลลิเมตร แต่งกระดูกให้ได้มุมรับกับผิวข้อเทียม แล้วจึงใส่ข้อเทียมด้านกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้งซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ทำด้วยโลหะอย่างดี โดยมีพลาสติกชนิดพิเศษซึ่งทำหน้าที่คล้ายกระดูกอ่อน คั่นอยู่ระหว่างข้อเทียมที่เป็นโลหะ ส่วนข้อเทียมที่ใส่ด้านหลังของกระดูกสะบ้าทำด้วยพลาสติกเช่นกัน และใช้ซีเมนต์พิเศษยึดระหว่างข้อเทียมกับกระดูกไว้ ดังนั้นข้อเทียมจึงมีความแข็งแรงและทนทานยาวนาน


การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด

หลังการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 4-5 วัน ประมาณวันที่ 1-2 หลังทำผ่าตัดจะเริ่มหัดเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเดิน (Walker) ภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกายภาพบำบัด รวมถึงการจัดบ้านให้มีความเหมาะสมและปลอดภัย และพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อหลังการผ่าตัด ข้อเข่าหลวมหลังจากการใช้งานไประยะหนึ่ง เป็นต้น

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม จัดเป็นการผ่าตัดเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บปวดทรมาน สามารถกลับมาเดินได้ตามปกติ หรือใกล้เคียงปกติ สามารถออกไปใช้ชีวิตประจำวันได้ ออกกำลังกายหรือท่องเที่ยวได้ รวมถึงรูปร่างของข้อเข่าดูสวยงามขึ้น

Categories
บทความ

วิธีการออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

วิธีการออกกำลังกาย เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

แนะนำวิธีการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก หมดปัญหาโรคปวดตามร่างกาย

      โรคกระดูกนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่เป็นปัญหาหลัก ๆ ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็น่าจะมีปัญหาเรื่องกระดูกกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ปวดหลัง ปวดขา ปวดตามข้อพับต่าง ๆ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากปัญหากระดูกไม่แข็งแรง หรือกระดูกผิดปกติทั้งนั้น โดยในวันนี้ เราจะขอแนะนำ วิธีการออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกให้กับคุณ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มออกกำลังกายไม่ควรหักโหม ควรเริ่มจากท่าง่าย ๆ และทำในระยะเวลาอันสั้น ไม่งั้นอาจจะเกิดปัญหาได้ นอกจากนี้ยังต้องทำควบคู่ไปกับการทายอาหารที่มีแคลเซียมอีกด้วย เพื่อให้กระดูกของคุณแข็งแรงนั่นเอง

Weight Bearing Exercise

      ในส่วนนี้คือการออกกำลังกาย ที่จะทำให้ร่างกายของคุณแบกรับน้ำหนักของร่างกายตัวเอง ข้อดีของการออกกำลังกายแบบนี้ก็คือไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ช่วย สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา และมีประสิทธิภาพอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักตามค่ามาตรฐาน ไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป แถมการออกกำลังกายแบบนี้ยังสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทำให้สัดส่วนชัดเจนมากขึ้น ลดไขมันส่วนเกิน และลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเหนื่อยหอบ

      โดยวิธีการออกกำลังกายแบบนี้ มีหลายท่า หลายแบบ สำหรับมือใหม่เราขอแนะนำ การเต้นแอโรบิค หรือการเล่นกีฬาต่าง ๆ ซึ่งไม่ควรหักโหม หรือออกกำลังกายหนักจนเกินไป เพราะการออกกำลังกายแบบนี้สำหรับมือใหม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาให้ร่างกายปรับตัว หากกะทันหันอาจจะทำให้ร่างกายฝืน เสี่ยงภาวะกล้ามเนื้อฉีกขาด เป็นอันตรายอย่างมาก นอกจากนี้การใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดิน เดินขึ้นบันได วิ่ง หรือท่าออกกำลังกายเบสิคต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็น Weight Bearing Exercise

 

เล่นโยคะ

วิธีการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก-yoga
วิธีการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก-yoga

      วิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่มีอาการโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกไม่แข็งแรง การเล่นโยคะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการออกกำลังกายที่ไม่ได้ออกแรงเยอะ ไม่จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป แต่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการเพิ่มมวลกระดูก อีกทั้งยังทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี สามารถลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหมอนรองกระดูก โรคเกี่ยวกับความดัน นอกจากนี้ยังสามารถลดความเครียด ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย การใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น ร่างกายยืดหยุ่นขึ้น และสามารถช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นอีกด้วย เพราะการเล่นโยคะจะเน้นไปที่การยืดหยุ่นร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นในทุกสภาพแวดล้อม

      โดยการเล่นโยคะนั้นมีหลายท่าทาง สิ่งที่จำเป็นสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มเล่นโยคะคือเสื่อโยคะ และจะต้องเป็นเสื่อโยคะที่ได้มาตรฐาน เพราะการเล่นโยคะจะต้องเน้นไปที่การนอนกับพื้นเรียบ ไม่แนะนำให้ปฏิบัติบนเตียงนอนที่มีความนุ่ม เพราะจะทำให้ร่างกายผิดสรีสะ ขยับตัวในแต่ละท่าลำบาก และอาจจะลามไปถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ได้ โดยเสื่อโยคะที่ได้มาตรฐานจะมีความนุ่ม แต่รักษาสภาพราบพื้นได้ดี ทำให้คุณไม่เจ็บตามร่างกายเวลาปฏิบัติ และไม่นุ่มจนเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลเสียทางด้านร่างกายได้

      ท่าทางในการเล่นโยคะแต่ละท่านั้นแตกต่างกันออกไป โดยท่าทางในการเล่นแต่ละแบบก็จะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน เช่น ท่าภูเขา ท่านี้ผู้ปฏิบัติจะต้องยืน และทำตัวให้ตรง เท้าทั้งสองข้างชิดสนิทกัน ไม่เกร็งไหล่ ปล่อยตามธรรมชาติ ปล่อยตัวตามแรงดึงดูดของโลก แขนชิด สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ และปล่อยออกเป็นจังหวะช้า ๆ แต่เป็นธรรมชาติ ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ ฝ่ามือประกบแนบกัน ยืดแขนตรง ให้ปลายนิ้วยืดไปด้านบน ท่านี้จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด และช่วยผ่อนคลายร่างกาย เป็นท่าวอร์มที่ดีและมีปริทธิภาพอย่างมาก โดยท่าโยคะที่จะสามารถเพิ่มมวลกระดูกได้เราขอแนะนำท่านี้ ท่า ท่า Spine Twist ซึ่งเป็นท่าที่จะช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการนั่งทำงานอยู่ท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน โดยอาการนี้จะมีอาการปวดหลัง ปวดคอ ท่านี้จะสามารถลดอาการนี้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจ สูบฉีดเลือดได้ดีขึ้น และทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น อวัยวะภายในต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

การขยับตัวในชีวิตประจำวันบ่อย ๆ

      วิธีนี้เป็นวิธีที่เราแนะนำที่สุด และเป็นวิธีที่ทำง่าย แต่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะปัญหากระดูกของคนไทยส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากปัญหากระดูกจากการไม่ขยับในชีวิตประจำวัน เกิดจากการกดทับของกล้ามเนื้อเป็นระยะเวลานาน โดยวิธีการในการขยับตัวนั้นง่ายมาก ๆ การทำงานบ้านต่าง ๆ การเดินขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ก็สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกได้ดี นอกจากนี้ในการขยับตัวต่าง ๆ ยังสามารถช่วยให้ร่างกายได้ใช้งาน ทำให้ร่างกายคุ้นชินกับการทำงาน และแข็งแรงมากขึ้นในด้านต่าง ๆ เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดปัญหาความเครียด และลดปัญหาปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง นอกจากนี้การขยับตัวยังสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยซึมเศร้าอีกด้วย

      เทคนิคในการออกกำลังกายเหล่านี้ เป็นอีกหนึ่งวิธีการในการเสริมสร้างสุขภาพเท่านั้น เรื่องพื้นฐานอย่างการทานอาหารครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็ยังถือเป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี

Categories
บทความ

การเอกซเรย์กระดูก (Bone X-ray)

การเอกซเรย์กระดูก

            เอกซเรย์(X-Ray) เป็นการตรวจวินิจฉัยซึ่งมีที่มาจากชื่อของรังสีที่ใช้ในการตรวจ นั่นก็คือรังสี X โดยรังสีดังกล่าวมีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งนี้การเอกซเรย์จะช่วยให้เห็นภาพของอวัยวะภายในใน รูปแบบของภาพขาวดำที่มีปริมาณความเข้มที่ต่างกัน การเอกซเรย์ส่วนใหญ่มักจะใช้ในการตรวจดูความ ผิดปกติของกระดูกส่วนต่าง ๆ ช่องท้อง และทรวงอก เป็นต้น ทั้งนี้โดยปกติแล้วเนื้อเยื่อในร่างกายของเราจะมีคุณสมบัติในการดูดซับรังสีที่แตกต่างกัน จึงทำให้ ภาพที่ออกมามีความชัดเจนไม่เท่ากัน เช่น แคลเซียมในกระดูกจะดูดซับรังสีได้มากที่สุด จึงทำให้เห็นภาพ เอกซเรย์กระดูกเป็นสีขาว ในขณะที่ไขมันและเนื้อเยื่ออื่น ๆ จะดูดซับได้น้อยจึงทำให้เห็นเป็นเพียงสีเทา ส่วน อากาศจะดูซับได้น้อยที่สุด จึงทำให้เมื่อเอกซเรย์ปอดออกมาแล้วเป็นสีดำ โดยในการเอกซเรย์อาจมีการใช้ สื่อกลางที่เป็นสารเคมีเช่น ไอโอดีนหรือแบเรียม โดย

การเอกซเรย์กระดูก (Bone X-Ray) เป็นการเอกซเรย์เพื่อดูสภาพหรือความผิดปกติของกระดูก ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง แขน ขา มือ กระโหลกศีรษะ หรือแม้แต่ฟัน

ทำไมต้องเอกซเรย์ ?
การเอกซเรย์เป็นหนึ่งในขั้นตอนการวินิจฉัยทางการแพทย์โดยหลังจากการซักประวัติแล้ว แพทย์อาจสั่งให้ทำการเอกซเรย์อีกครั้งเพื่อนำผลมาวินิจฉัยร่วม ซึ่งการเอกซเรย์จะมีขึ้นในกรณีดังต่อไปนี้

▪ กระดูกแตกหักหรือติดเชื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วการแตกหักหรือการติดเชื้อที่กระดูกจะสามารถเห็นได้ชัดเจนผ่านภาพถ่ายเอกซเรย์
▪ ข้อต่ออักเสบ การเอกซเรย์จะช่วยให้เห็นร่องรอยของอาการข้อต่ออักเสบ และใช้เปรียบเทียบในกรณีอาการข้อต่ออักเสบรุนแรงขึ้น
▪ ใช้ในการทำทันตกรรม ในบางครั้งทัน9แพทย์ก็จำเป็นต้องเอกซเรย์ฟันเพื่อใช้ในการวางแผนการรักษาทางทันตกรรม เข่น ผ่าฟันคุด จัดฟัน หรือการถอนฟัน เป็นต้น
▪ โรคกระดูกพรุน การเอกซเรย์จะทำให้สามารถเห็นความหนาแน่นของกระดูกในเบื้องต้น สำหรับวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน
▪ โรคมะเร็งกระดูก สำหรับผู้ป่วยโรคนี้การเอกซเรย์จะช่วยให้แพทย์มองเห็นเนื้องอกที่กระดูกได้ชัดมากขึ้น

Categories
บทความ

ข้อเข่าเสื่อม เป็นได้.. ไม่ต้องรอแก่

ข้อเข่าเสื่อม เป็นได้.. ไม่ต้องรอแก่

โรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบ เป็นผลมาจากข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย เพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนกำลังลดลง และในเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน โรคเข่าเสื่อม ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจัยการใช้ชีวิตบางอย่าง ก็สามารถทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ในคนอายุน้อยๆ ได้เช่นกัน

ข้อเข่าเสื่อม สามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าวัย ก็ควรดูแลปัญหาสุขภาพข้อเข่า และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตั้งแต่เนิ่นๆโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อน

ลักษณะโรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมอย่างช้าๆ เกิดจากผิวของข้อเข่าซึ่งเป็นกระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบเกิดการเสียดสีระหว่างข้อส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงข้อไม่สามารถหล่อลื่นข้อได้เหมือนเดิม ข้อจึงมีอาการติดขัด ฝืด ตึง การรับน้ำหนักของกระดูกผิวข้อเริ่มผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด จนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

ข้อเข่าเสื่อม


“โรคข้อเข่าเสื่อมมักพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปนอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในกลุ่มคนอายุน้อย เช่น ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บของเส้นเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณรอบข้อ กระดูกแตก มีภาวะของโรคบางชนิด เช่น เกาต์ รูมาตอยด์ เป็นต้น อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ ท่าทางหรือการเล่นกีฬาบางชนิด เช่น นั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ จะเกิดแรงกดที่กระดูกอ่อนของข้อเข่า และการเล่นกีฬาผาดโผน เช่น วิ่ง กระโดด จะทำให้เกิดความเสี่ยงภาวะข้อเข่าเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป ” 



ปัจจัยที่ทำให้เกิด โรคข้อเข่าเสื่อม

  • อายุ : อายุมากมีโอกาสเป็นมาก เนื่องจากใช้งานข้อเข่าเป็นเวลานาน
  • เพศ : เพศหญิงเป็นโรคเข่าเสื่อมมากกว่าเพศชาย 2 เท่า
  • น้ำหนัก : ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก มีโอกาสข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่า
  • พฤติกรรม : ผู้ที่นั่งยองๆ นั่งคุกเข่า นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานๆ
  • เล่นกีฬาที่มีการกระแทก : มักเกิดการปะทะบริเวณหัวเข่า ทำให้หัวเข่าบาดเจ็บ เป็นเหตุให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
  • อุบัติเหตุ : ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุมีการกระแทกที่ข้อเข่า หรือกระดูกข้อเข่าแตก เอ็นฉีก ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
  • ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ:  เช่น รูมาตอยด์ เกาต์  มักมีอาการปวดอักเสบบริเวณข้อเข่า

 

สัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อม

  • ได้ยินเสียงดังในเข่า
  • ข้อเข่าฝืดแข็ง เหยียดหรืองอเข่าลำบาก
  • ปวดเสียวภายในข้อเข่า
  • งอเข่าได้ไม่สุด ข้อเข่าติดแข็ง
  • กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง เมื่อยง่าย ปวดเข่าตอนเคลื่อนไหว

อาการสำคัญของ โรคข้อเข่าเสื่อม

ในระยะแรกจะมีอาการปวดข้อเข่าเล็กน้อย มีข้อฝืดขัด เมื่อขยับมีเสียงดัง พอขยับหรือเดินก็จะปวดมากขึ้น แต่จะทุเลาลงเมื่อได้พักขา อาการปวดจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การเหยียดเข่าหรืองอเข่าเริ่มทำได้ไม่สุดเพราะมีการยึดติดของข้อเข่า มีอาการเข่าหลวมทำให้เดินล้มบ่อย มีเสียงดังกรอบแกรบในเข่าซึ่งเกิดจากการเสียดสี เข่ามีรูปร่างผิดปกติ โก่งงอผิดรูป อาจโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ด้านกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

  • มีอาการเจ็บปวดรุนแรง หรือบวมแข็งที่ข้อต่อเข่า
  • มีอาการบวม ถ้าข้อมีการอักเสบก็จะเกิดข้อบวม เจ็บปวดบริเวณข้อต่อเข่าอย่างรุนแรง  
  • มีการผิดรูปของเข่า เช่น เข่าโค้งออก หรือเกเข้าใน
  • ข้อเข่ายึดติด ไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้สุด งอหรือเหยียดเข่าลำบาก




ข้อเข่าเสื่อม


การวินิจฉัย โรคข้อเข่าเสื่อม
แพทย์จะประเมินจากประวัติความเจ็บป่วย ลักษณะการเดิน ตรวจดูรูปร่างของเข่า ลักษณะกล้ามเนื้อขาและรอบเข่า สังเกตอาการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ดูการเคลื่อนไหวของข้อ การงอ การเหยียด และฟังเสียงกรอบแกรบ ร่วมกับการทำเอกซเรย์ CT scan หรือ MRI ร่วมด้วย


การดูแลและบรรเทาอาการ โรคข้อเข่าเสื่อม

การรักษาโรคเข่าเสื่อมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ระยะของโรค โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดข้อเข่า ชะลอการดำเนินโรค ฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งวิธีการรักษามีดังนี้ การรักษาโดยไม่ใช้ยา แพทย์จะให้ความรู้เรื่องข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ผู้ป่วยพยายามลดปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เข่าเสื่อมลุกลาม เน้นการออกกำลังและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า

การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ เช่น การใช้ไม้เท้า การเสริมรองเท้าเป็นลิ่มด้านนอก การใช้สนับเข่า เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของข้อเข่า รวมทั้งช่วยลดอาการปวดข้อเข่า การลดน้ำหนัก หรือใช้วิธีการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การใช้เลเซอร์ การฝังเข็ม การใช้ความร้อน การใช้สนามแม่เหล็ก ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาการรักษาร่วมกับผู้ป่วย และเลือกทางที่ดีที่สุด
การรักษาโดยยา  แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ยารับประทานตามอาการของโรค รวมถึงการใช้ยาทาเฉพาะ ประเภทที่เหมาะสมตามอาการของแต่ละราย ในปัจจุบันมีการใช้ยาหลายกลุ่ม ได้แก่

  • ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เป็นยากลุ่มแรกที่ใช้ในการควบคุมอาการ
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ
  • ยาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของข้อ เช่น กลูโคซามีนซัลเฟต จะช่วยชะลอโรค ซ่อมแซมผิวข้อ ลดการอักเสบและอาการปวด เป็นยาทางเลือกสำหรับข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น
  • ยาทาภายนอก ช่วยลดอาการโดยไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงจากยารับประทาน
  • การฉีดน้ำเลี้ยงไขข้อ เป็นทางเลือกในการช่วยลดอาการปวดและช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อดีขึ้น
  • การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ เป็นทางเลือกในกรณีข้อเสื่อมรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น


ส่องกล้องข้อเข่าเสื่อม

การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

  • การผ่าตัดกล้องส่องข้อเข่า (Arthroscopic Surgery) หรือการผ่าตัดส่องกล้องรักษา ข้อดีคือการผ่าตัดภายในข้อ โดยใช้กล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปในข้อนำภาพภายในข้อมายังจอรับภาพ เพื่อแพทย์จะได้เห็นสภาพในข้อเข่าได้ชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กเท่าปากกาสอดเข้าไปในข้อเพื่อทำการผ่าตัด แผลที่ข้อขนาดเล็กเพียง 0.5 ซม. 2 แผล ทำให้ลดการบาดเจ็บ พักรักษาน้อย ฟื้นตัวเร็ว
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Arthroplasty)  ในกรณีที่โรคข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรง หรือ ผ่านการรักษาด้วยยา ร่วมกับการทำกายบริหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วอาการไม่ดีขึ้น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อลดอาการปวด เพิ่มพิสัยการขยับของข้อ และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมสามารถทำได้หลายวิธี 


ฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เป็นอีกทางเลือก ที่น่าสนใจ

ข้อเข่ามีเสียง ปวดตึง  เพราะอาจเป็นภาวะน้ำไขข้อแห้ง  น้ำไขข้อหรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่าน้ำในข้อเข่า ทำหน้าที่หล่อลื่นภายในข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสีและลดแรงกระแทก ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดแรงกดของผิวกระดูกข้อเข่าขณะเดินหรือวิ่ง

นอกจากการผ่าตัดแล้ว การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความผิดปกติ คือ มีความเข้มข้นและความยืดหยุ่นลดน้อยลง เนื่องจากสาร Hyaluronic เสื่อมคุณภาพ ซึ่งการฉีดยาเข้าไปจะส่งผลให้ข้อเข่าลื่น ลดการเสียดสีที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้

Categories
บทความ

การฉีดน้ำไขข้อเทียม

การฉีดน้ำไขข้อเทียม

ข้อเข่าเสื่อม ปัญหาสุขภาพที่พบได้ในทุกวัย ข้อเข่าเสื่อม เป็นอาการที่เกิดจากความเสื่อมสภาพและการสึกหรอจากการใช้งานของข้อเข่า อาการข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดในเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย หากมีการใช้งานข้อเข่าไม่ถูกต้องหรือใช้งานหนักมากเกินไป เพราะเข่าถือเป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้รองรับน้ำหนักตัว ทั้งการยืน การเดิน การวิ่ง

ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ … วิธีการรักษาข้อเข่าเสื่อม มีแนวทางหลัก 2 วิธีด้วยกัน คือ การรักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัด และการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

  • การรักษาโดยไม่ใช้ยา เช่น การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเเละญาติ การดูเเลตนเอง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมออกกำลังกาย การลดน้ำหนักและการใช้เครื่องพยุงต่างๆ

  • การรักษาโดยทางยา เช่น การใช้ยาเพื่อลดอาการปวดพาราเซตามอล ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาเสริมสร้างเเละบำรุงกระดูกอ่อนน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าเทียม รวมไปถึงการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อ

  • การผ่าตัด การส่องกล้อง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม การตัดเปลี่ยนแกนกระดูก

รักษาข้อเข่าเสื่อม ด้วยการฉีดยา ทางเลือกในการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด

การฉีดยาสเตียรอยด์ (Steroid)

เป็นการฉีดเพื่อยับยั้งกระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เหมาะกับผู้ที่ข้อเข่ายังไม่เสียหายมาก

การฉีดน้ำข้อเข่า หรือสารไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid)

เป็นการฉีดคอลลาเจนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในข้อเข่า เป็นตัวหล่อลื่นและดูดซับแรงกระแทกให้กับข้อเข่า ช่วยลดอาการอักเสบทำให้ข้อเข่ากลับมาใช้งานได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่มีความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปานกลาง
  • ผู้ที่รับประทานยาบรรเทาอาการปวดและอักเสบร่วมกับการทำกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
  • ผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP: PLATELET RICH PLASMA)

การรักษาด้วยพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้นเป็นการผสานการเยียวยาตามธรรมชาติของร่างกายกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการนำตัวอย่างเลือด (Plasma) ของตัวผู้ป่วยมาปั่นให้ได้พลาสมาเกล็ดเลือดและฉีดกลับเข้าไปในจุดที่บาดเจ็บ ช่วยลดอาการบาดเจ็บปวด เร่งการฟื้นฟูร่างกาย และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของข้อเข่า

Categories
บทความ

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

         เป็นปัญหาที่สำคัญ ซึ่งพบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก มีความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ    โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้างการทำงานของกระดูกข้อต่อ และกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

ตามลักษณะการเกิด คือ

  1. ความเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือ ไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ ของผิวกระดูกอ่อนตามวัย ซึ่งสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัว  เพศหญิง และกรรมพันธุ์
  2. ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บที่ข้อและเส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่า จากการทำงานหรือเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue021/health-station

Categories
บทความ

เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าบาดเจ็บ ต้องรักษา อย่าปล่อยให้บาดเจ็บเรื้อรัง

เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าบาดเจ็บ ต้องรักษา อย่าปล่อยให้บาดเจ็บเรื้อรัง!

สาเหตุของเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาดมักเกิดจากการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการบิดหมุนตัว มีการกระโดด เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เป็นต้น เมื่อมีการบิดหมุนเข่าจะมีแรงไปกระทำต่อเส้นเอ็นไขว้หน้า ซึ่งทำให้เส้นเอ็นไขว้หน้าเกิดการฉีกขาดได้

สัญญาณเตือนอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด

อาการเอ็นไขว้หน้าขาดจะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ระยะ

ระยะเฉียบพลัน มีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรง มีอาการเข่าบิด มีอาการปวด ต้องหยุดเล่นกะทันหัน เข่าบวม ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักข้างที่มีอาการบาดเจ็บได้

ระยะเรื้อรัง เมื่อมีอาการเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดและไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด จะมีอาการเข่าหลวม เข่าไม่มั่นคง ไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม เสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและกระดูกอ่อนหัวเข่า ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

วิธีการรักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าขาด

การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าในปัจจุบันใช้วิธีการส่องกล้องผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้า (Arthroscopic ACL reconstruction) และใช้เส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมาทำเอ็นไขว้หน้าใหม่ ซึ่งพบว่า 95% ของผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตและเล่นกีฬาที่ตนเองรักได้เหมือนเดิม

นายแพทย์ไตร พรหมแสง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา

สุขภาพข้อไหล่ ข้อไหล่

จัดเป็นข้อที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ เมื่อเป็นโรคข้อไหล่แล้ว จะรักษายากที่สุด !!

Categories
บทความ

การรักษาเอ็นข้อเข่าฉีกขาด

การรักษาเอ็นเข่าฉีกขาด แบ่งเป็น 3 กรณีตามความรุนแรง

การรักษาเอ็นเข่าฉีกขาด แบ่งเป็น 3 กรณีตามความรุนแรง

  • กรณีเนื้อเยื่อบางส่วนของเอ็นฉีกขาด แพทย์จะรักษาด้วยยาบรรเทาปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ใส่ผ้าพยุงเข่า หรือทำกายภาพบำบัด งดการใช้เข่าชั่วคราว
  • กรณีเอ็นฉีกขาดบางส่วน  แพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยว่าจะผ่าหรือไม่ ถ้าไม่ผ่าตัดอาจให้พักหรือใส่เฝือกไว้
  • กรณีเอ็นเข่าฉีกขาด แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัด เย็บซ่อมเอ็น หรือสร้างเอ็นใหม่

การผ่าตัด ซ่อมแซมหรือสร้างเอ็นใหม่
นอกเหนือจากการผ่าตัดแบบเดิมคือเปิดแผลที่เข่าแล้ว ปัจจุบันผู้ป่วยยังมีทางเลือกของการผ่าตัดด้วยแผลเล็ก คือผ่าตัดผ่านกล้อง จะทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย เดินได้เร็วขึ้น

การผ่าตัดส่องกล้อง
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย โดยเฉพาะการผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างแบบเดิมๆแล้ว การผ่าตัดสร้างเอ็น ไขว้หน้า(ACL) และการเย็บ หมอนรองข้อเข่า (Menicus) ก็สามารถทำได้โดยผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ทำกายภาพบำบัดได้ง่ายกว่าเดิม กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เร็วกว่าเดิม

หลังผ่าตัดเอ็นหัวเข่า

  • ผู้ป่วยจะได้รับการพันเข่าด้วยสำลีหนาๆ แล้วพันด้วยผ้ายืด เพื่อไม่ให้บวม
  • หลังจากแผลหาย เริ่มบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
  • ควรเลือกการบริหารกล้ามเนื้อ โดยที่เข่าไม่ต้องเพิ่มการรับน้ำหนัก เช่น การว่ายน้ำ
  • สำหรับนักกีฬาหลังผ่าตัดเมื่อทำกายภาพบำบัด บริหารฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว จะสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม แต่ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมก่อน

การป้องกันเอ็นเข่าฉีกขาด

  • การเล่นกีฬาควรศึกษาทักษะการเล่นให้ถูกต้อง เลือกสนามที่ปลอดภัยถูกสุขลักษณะ ท่านอาจเลือกกีฬาชนิดอื่นแทนกีฬาที่เสี่ยงต่อการกระแทก ปะทะแรงๆ
  • บ้านที่อยู่อาศัย ควรดูแลให้ปลอดภัย เช่น ไม่มีสิ่งกรีดขวางทางเดิน โดยเฉพาะ บ้านที่มีผู้สูงอายุควรมีราวไว้
  • เมื่อได้รับบาดเจ็บควรมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อการรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
Categories
บทความ

เส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…จำเป็นต้อง “ผ่าตัด” หรือไม่

เส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…จำเป็นต้อง “ผ่าตัด” หรือไม่

ในแต่ละวันเราใช้งานข้อเข่ากันไปไม่น้อยเลย ไม่ว่าการเดินเร็ว การวิ่ง การขึ้น-ลงบันได หรือในกลุ่มของนักกีฬาที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง ซึ่ง “ภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด”

ถือว่าเป็นอาการที่สร้างความเจ็บปวดและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และในผู้ป่วยแทบทุกรายมักเกิดคำถามว่า “ฉันต้องผ่าตัด” หรือไม่? เพื่อไขข้อสงสัย…เราจึงค้นหาคำตอบมาบอกคุณ!

อาการบ่งชี้…”ภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด”

– รู้สึกถึงอาการเข่าบิดพลิกอย่างรุนแรงและปวดเข่าในทันที
– เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือได้ไม่เต็มที่
– ข้อเข่าบวม สาเหตุมาจากการมีเลือดออกในข้อเข่า
– อาการค่อยๆดีขึ้น แต่มักมีอาการเวลาที่ทำกิจกรรมที่หัวเข่าต้องบิดหมุน เช่น เดินเร็ว, วิ่ง หรือเล่นกีฬา

เมื่อเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…ต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่

หากมีภาวะเส้นเอ็นไขว้หน้าขาด อาจยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่อาจเกิดข้อเข่าเคลื่อนเมื่อผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ต้องมีการบิดหมุนหัวเข่า และยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและผิวกระดูกอ่อนข้อเข่า ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรงกว่า ดังนั้นการรักษาภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด อาจรักษาเบื้องต้นด้วยการบริหารเพื่อฝึกข้อต่อและกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการให้ยา และเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกิดการบิดหมุนของหัวเข่า


การรักษาเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาดด้วยการผ่าตัด…ดีอย่างไร

เพราะเส้นเอ็นข้อเข่าที่ฉีกขาดไม่สามารถเย็บให้กลับมาติดกันใหม่ได้ แพทย์จึงต้องทำการสร้างเส้นเอ็นใหม่ โดยในปัจจุบันมีการผ่าตัดเส้นเอ็นไขว้หน้าด้วยการส่องกล้อง พร้อมกับใช้เส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมาทำเอ็นไขว้หน้าใหม่ โดยเส้นเอ็นที่นิยมนำมาทดแทนนั้น คือ เส้นเอ็นสะบ้า ซึ่งอยู่ระหว่างสะบ้ากับกระดูกแข้ง และ เส้นเอ็น Hamstrings ซึ่งอยู่ด้านในของข้อเข่า


หลังผ่าตัดรักษาเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด ควร “ดูแลตนเอง” อย่างไร?

– หลังผ่าตัดตลอด 1 เดือน ควรใช้ไม้เท้าและสนับเข่า
– หลังผ่าตัด 1 เดือนครึ่ง ให้หยุดใช้ไม้เท้าและสนับเข่า
– หลังผ่าตัด 3 เดือน ให้ค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการเดิน
– หลังผ่าตัด 6-9 เดือน ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องก่อนกลับมาใช้งานข้อเข่าตามปกติ

Categories
บทความ

7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้า

7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้า

ไหน!! ใครเข้าข่ายว่าจะมีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร ลองมาดูกันว่า ควรเลือกกินอะไรดี ที่พอจะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้อย่างน้อยก็เสื่อมช้าลงได้

 

กุ้งแห้ง : จะเสริมกระดูกให้แข็งแรง ก็แน่นอนว่าเราต้องกินแคลเซียมนี่ล่ะ แล้วแทนที่จะต้องกินแคลเซียมเสริมแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำไมถึงไม่เลือกกินแคลเซียมจากธรรมชาติอย่างกุ้งแห้งแทน ในกุ้งแห้ง 1 ขีด มีแคลเซียมสูงถึง 2,300 มิลลิกรัมเลย

 

ฝรั่ง : วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด

 

ปลาทะเล : ในปลาทะเลที่เราหาทานกันง่ายๆ อย่างปลาแซลมอน  หรือปลาทูธรรมดานี่ล่ะ จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่นอกจากเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ยังเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจน ที่จะช่วยเสริมสร้างข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ในร่างกายที่ถูกทำลายลง

 

งาดำ : เชื่อไหมว่าในงาดำนั้น มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย

 

ขิง : ขิงถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์

 

มะเขือเทศ : ผักที่ใครๆ ว่ากินแล้วผิวสวยสุดๆ นี่ล่ะ นั่นเป็นเพราะมะเขือเทศคือแหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ได้ ไม่มากก็น้อย

 

น้ำเต้าหู้ : ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนเช่นกัน วิธีง่ายๆ ที่จะได้สารอาหารก็แค่ ลองดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ แล้วลองสังเกตสิว่า ถ้าวางทิ้งไว้นานๆ ผิวหน้าจะเกาะตัวกันเป็นแผ่นเจล ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้