โรคข้อเข่าเสื่อมหรือข้อเข่าอักเสบ เป็นผลมาจากข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงวัย เพราะอายุที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนกำลังลดลง และในเพศหญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดประจำเดือน โรคเข่าเสื่อม ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจัยการใช้ชีวิตบางอย่าง ก็สามารถทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ในคนอายุน้อยๆ ได้เช่นกัน
ข้อเข่าเสื่อม สามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ดังนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าวัย ก็ควรดูแลปัญหาสุขภาพข้อเข่า และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตั้งแต่เนิ่นๆโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อน
ลักษณะโรคข้อเข่าเสื่อม คือ ภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อเข่า มีการสึกหรอและเสื่อมอย่างช้าๆ เกิดจากผิวของข้อเข่าซึ่งเป็นกระดูกอ่อนเริ่มสึกหรอ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบเกิดการเสียดสีระหว่างข้อส่งผลให้น้ำหล่อเลี้ยงข้อไม่สามารถหล่อลื่นข้อได้เหมือนเดิม ข้อจึงมีอาการติดขัด ฝืด ตึง การรับน้ำหนักของกระดูกผิวข้อเริ่มผิดปกติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด จนไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ.jpg)
ปัจจัยที่ทำให้เกิด โรคข้อเข่าเสื่อม
ในระยะแรกจะมีอาการปวดข้อเข่าเล็กน้อย มีข้อฝืดขัด เมื่อขยับมีเสียงดัง พอขยับหรือเดินก็จะปวดมากขึ้น แต่จะทุเลาลงเมื่อได้พักขา อาการปวดจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การเหยียดเข่าหรืองอเข่าเริ่มทำได้ไม่สุดเพราะมีการยึดติดของข้อเข่า มีอาการเข่าหลวมทำให้เดินล้มบ่อย มีเสียงดังกรอบแกรบในเข่าซึ่งเกิดจากการเสียดสี เข่ามีรูปร่างผิดปกติ โก่งงอผิดรูป อาจโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ด้านกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างถูกต้อง
.jpg)
การวินิจฉัย โรคข้อเข่าเสื่อม
แพทย์จะประเมินจากประวัติความเจ็บป่วย ลักษณะการเดิน ตรวจดูรูปร่างของเข่า ลักษณะกล้ามเนื้อขาและรอบเข่า สังเกตอาการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อน ดูการเคลื่อนไหวของข้อ การงอ การเหยียด และฟังเสียงกรอบแกรบ ร่วมกับการทำเอกซเรย์ CT scan หรือ MRI ร่วมด้วย
การรักษาโรคเข่าเสื่อมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ระยะของโรค โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดข้อเข่า ชะลอการดำเนินโรค ฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ หรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งวิธีการรักษามีดังนี้ การรักษาโดยไม่ใช้ยา แพทย์จะให้ความรู้เรื่องข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ผู้ป่วยพยายามลดปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เข่าเสื่อมลุกลาม เน้นการออกกำลังและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ เช่น การใช้ไม้เท้า การเสริมรองเท้าเป็นลิ่มด้านนอก การใช้สนับเข่า เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของข้อเข่า รวมทั้งช่วยลดอาการปวดข้อเข่า การลดน้ำหนัก หรือใช้วิธีการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การใช้เลเซอร์ การฝังเข็ม การใช้ความร้อน การใช้สนามแม่เหล็ก ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาการรักษาร่วมกับผู้ป่วย และเลือกทางที่ดีที่สุด
การรักษาโดยยา แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาให้ยารับประทานตามอาการของโรค รวมถึงการใช้ยาทาเฉพาะ ประเภทที่เหมาะสมตามอาการของแต่ละราย ในปัจจุบันมีการใช้ยาหลายกลุ่ม ได้แก่

ฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เป็นอีกทางเลือก ที่น่าสนใจ
ข้อเข่ามีเสียง ปวดตึง เพราะอาจเป็นภาวะน้ำไขข้อแห้ง น้ำไขข้อหรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่าน้ำในข้อเข่า ทำหน้าที่หล่อลื่นภายในข้อเข่าเพื่อลดการเสียดสีและลดแรงกระแทก ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการลุก นั่ง ยืน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดแรงกดของผิวกระดูกข้อเข่าขณะเดินหรือวิ่ง
นอกจากการผ่าตัดแล้ว การฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความผิดปกติ คือ มีความเข้มข้นและความยืดหยุ่นลดน้อยลง เนื่องจากสาร Hyaluronic เสื่อมคุณภาพ ซึ่งการฉีดยาเข้าไปจะส่งผลให้ข้อเข่าลื่น ลดการเสียดสีที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้
©2023. sasipongclinic. All Rights Reserved.