Categories
บทความ

ปวดขาหนีบ ทำอย่างไรดี

ปวดขาหนีบ ทำอย่างไรดี

ปวดขาหนีบ ทำอย่างไรดี

เรามาทำความรู้จักกล้ามเนื้อขาหนีบกันก่อนดีกว่าค่ะ กล้ามเนื้อขาหนีบหรือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหุบสะโพก (hip adductor muscle)
เป็นกลุ่มของกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่หุบขา มี 3 มัด คือ
– Adductor longus
– Adductor brevis
– Adductor magnus
สาเหตุของการเกิดการบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อขาหนีบ
1. เกิดจากการหมุนของขาออกนอกอย่างรุนแรง ขณะที่อยู่ในท่าขากาง ทำให้เกิดการยืด หรือฉีกขาดของเอ็นหรือกล้ามเนื้อ

2. มีการบาดเจ็บ เล็กๆน้อยๆ ซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อขาหนีบ (hip adductor muscle)ที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

3. เกิดจากกล้ามเนื้อขาหนีบ (hip adductor muscle) ไม่ค่อยแข็งแรง แต่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps muscle) แข็งแรงมาก มันจะทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อ 2 กลุ่มนี้ไม่สมดุลกัน เกิดการดึงรั้งซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บตามมา
อาการ
– จะรู้สึกปวดเหมือนมีมีด เสียบเข้าที่ขาหนีบ

– อาจจะปวดตื้อๆ

– จะปวดมากขึ้นเมื่อให้หนีบขาต้านแรง

– แพทย์จะตรวจพบ จุดกดเจ็บบริเวณเอ็นกล้ามเนื้อขาหนีบ (Hip adductor muscle)

– บางครั้ง อาจมีอาการเหมือนข้อสะโพกติดในตอนเช้า

วิธีการรักษา


– หากมีอาการบวมแดงร้อน ให้ประคบเย็นบริเวณที่มีอาการปวด ประมาณ 15-20 นาที ร่วมกับพักการใช้งาน

– หากเป็นมานาน และไม่มีอาการบวมแดงร้อน ให้ประคบอุ่นบริเวณที่มีอาการปวด ประมาณ 15-20 นาที แล้วยืดกล้ามเนื้อ

– การฉีดยา (Prolotherapy Injection) คือฉีดกลูโคสเข้าไปที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีการอักเสบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมเร่งกระบวนการฟื้นฟูและรักษาตามธรรมชาติ โดยจะใช้เครื่องอัลตราซาวน์ในการนำการฉีดยา เพิ่มความปลอดภัยและแม่นยำในการฉีด และลดความเสี่ยงการฉีดไปโดนเส้นประสาท
– การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นการรักษาจากต้นเหตุของปัญหา แก้ไขโครงสร้างกระดูกกล้ามเนื้อที่เป็นปัญหาโดยตรง ฟื้นฟูให้คุณกลับมาทำกิจวัตรประจำวันหรือเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัยและไร้อาการเจ็บ ปัจจุบันวิธีการรักษาทางกายภาพบำบัดก้าวล้ำไปมาก มีทั้งเทคนิควิธีการรักษาที่ทันสมัยและเทคโนโลยีที่คุณภาพสูง

>การใช้ Therapeutic ultrasound เข้าไปช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ โดยการเพิ่มการไหลเวียนของเลือด นำออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในขบวนการซ่อมแซมมาให้กับเนื้อเยื่อเหล่านี้ คุณจะเห็นถึงผลต่างทันทีหลังการรักษา
>การใช้ High Power LASER therapy เข้าไปช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ ช่วยลดปวด โดยกระตุ้นให้ไมโตรคอนเดรียซึ่งเป็นแหล่งพลังงานในเซลล์เนื้อเยื่อทำงานได้อย่างประสิทธิภาพในการซ่อมตัวเองเร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับเนื้อเยื่อที่มีน้ำหรือเลือดมาเลี้ยงน้อย อาทิเช่น เอ็นข้อต่อ เอ็นกล้ามเนื้อ ในร่างกาย

อ้างอิง

 https://rehabcareclinic.com/blog/ปวดขาหนีบ-ทำอย่างไรดี
Categories
บทความ

ปวดหลังโรคยอดฮิตของคนทำงาน

ปวดหลัง โรคยอดฮิตของคนทำงาน

ปวดหลัง โรคยอดฮิตของคนทำงาน

การปวดหลังเป็นปัญหาที่พบมากในผู้ที่ทำงานนั่งหรืองานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหลังอย่างต่อเนื่อง นี่คือบางข้อแนะนำที่อาจช่วยลดความเจ็บปวดหลังได้

1.การนั่งที่ถูกต้อง

ปรับท่านั่งให้ถูกต้องและสะดวกสบาย เช่น ควรนั่งตรง ไม่ควรก้มหน้าหรือโน้มตัวเกินไป เพื่อลดการกดทับกับหลัง

2.การยืดกล้ามเนื้อ

ทำการยืดกล้ามเนื้อหลังและไหล่อย่างเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว และผ่อนคลายอยู่สม่ำเสมอ 

3.การเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย

พยายามทำกิจกรรมที่ใช้แรงในการออกกำลังกาย เช่นการวิ่งเบาๆ การเดินเล่นในสนามหน้าบ้าน เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

การเครื่องไหวและการยืดเวลา
    • ความสำคัญของการเครื่องไหว: การเครื่องไหวช่วยให้ร่างกายของคุณเตรียมตัวให้พร้อมกับกิจวัตรประจำวัน การทำความสะอาดเช่นการยืดตัวและการคลายเครียดเป็นวิธีที่ดีในการเริ่มต้นวัน
    • เทคนิคการยืดเวลา: การยืดตัวเบาๆ ค่อยๆ และค่อยๆ ยืดส่วนของกล้ามเนื้อทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการหมุนเวลาไปด้านที่สมมาตร

4.การใช้ที่นั่งที่ถูกต้อง

การใช้ท่านั่งที่ถูกต้อง เคล็ดลับสำหรับการรักษาสุขภาพร่างกายขณะทำงาน

การทำงานนั่งต่อเนื่องอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้หากไม่มีการใช้ท่านั่งที่ถูกต้อง การนั่งที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้เกิดปัญหาเช่น ปวดหลัง ปวดคอ หรือความเครียดทางจิตใจ ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายขณะทำงาน

 การตั้งท่านั่งที่ถูกต้อง

    • นั่งตรง : ให้ทรงกระดูกหลังและคอตรง หลีกเลี่ยงการโน้มตัวไปข้างหน้าหรือก้มตัวเกินไปที่จะทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังและคอในระยะยาว

    • รองรับส่วนล่างของร่างกาย : ให้เท้าท่ามกลางบนพื้นหรือใช้รองเท้าที่สามารถรองรับได้ดี อย่าให้เท้าแขนงหรือเท้าสะโพกลงไปสูงกว่าข้อเข่า

การปรับแต่งตำแหน่งท่านั่ง

    • การปรับเปลี่ยนท่า: ไม่ควรนั่งนานเกินไปในท่าเดิม ควรทำการยืดตัวและเปลี่ยนท่านั่งอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 30-60 นาที

    • การใช้เครื่องมือ: ใช้เก้าอี้ที่สามารถปรับสูงต่ำและก้านหัวเข็มได้เพื่อให้สามารถปรับท่านั่งได้ตรงกับความสูงของโต๊ะทำงาน

5.การพักผ่อนเพียงพอ

การพักผ่อนเพียงพอเพื่อให้ร่างกายสมดุลมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแค่ช่วยให้ร่างกายพักผ่อนจากการทำงานต่อเนื่อง แต่ยังช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีขึ้นด้วย เช่น การยืดเวลา การออกกำลังกายเบาๆ การทำการหยุดพักที่สม่ำเสมอ

Categories
บทความ

อาการปวดข้อตามจุดต่างๆ บอกโรคใดได้บ้าง? รู้ก่อน รักษาก่อน!

อาการปวดข้อตามจุดต่างๆ บอกโรคใดได้บ้าง? รู้ก่อน รักษาก่อน!

ปวดข้อ (Joint Pain)

อาการปวดข้อ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Joint Pain เป็นอาการที่สามารถพบได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น ปวดตามข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อเท้า และข้อเข่า โดยที่สาเหตุของอาการปวดข้อมีสาเหตุที่หลากหลายแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดข้ออาจจะมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัวหรือโรคบางชนิด โดยโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อมีมากกว่า 100 โรค

อาการปวดข้อส่วนใหญ่มักจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย ทำให้ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรือ ไม่สามารถเล่นกีฬาและทำกิจกรรมบางชนิดได้ หรือรบกวนเวลาพักผ่อน เนื่องจากอาการปวดตามข้อตอนกลางคืน ทั้งนี้หากผู้ป่วยละเลยอาการปวดข้อตามร่างกายไม่พยายามรักษาหรือบรรเทาอาการ จะยิ่งทำให้อาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ และอาจจะเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคข้อเข่าเสื่อมในอนาคตได้


ปวดข้อเกิดบริเวณใดได้บ้าง

 

อาการปวดข้อนับเป็นอาการที่พบได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง โดยที่อาการปวดข้อที่พบได้บ่อย มีดังนี้ 
 

  • ข้อเข่า
  • ไหล่และหัวไหล่
  • ข้อมือและนิ้วมือ
  • ข้อเท้าและนิ้วเท้า 
  • สะโพก
  • ข้อศอก
  • คอ

โดยที่อาการปวดข้อผู้ป่วยสามารถมีอาการปวดมากกว่า 1 จุด หรือ ปวดหลายข้อพร้อมกันในร่างกาย เช่น ปวดสะโพกและเข่า หรือ ปวดข้อมือและนิ้วมือในเวลาเดียวกัน ซึ่งการปวดข้อหลายข้อพร้อมกันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเข้าข่ายเป็นโรครูมาตอยด์ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและหาสาเหตุของอาการปวด


ลักษณะอาการปวดข้อเป็นอย่างไร

อาการปวดข้อเป็นอาการปวดที่มีลักษณะ และบริเวณที่ปวดแตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะอาการปวดข้อที่สามารถพบได้บ่อย มีดังนี้ 
 

  • อาการปวดข้อจากการออกกำลังกาย

อาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือปวดข้อเพราะได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น ปวดข้อเท้าเพราะกระโดดบ่อยเกินไป ปวดข้อเข่าเนื่องมาจากการเดิน หรือการเล่นกีฬาที่ได้รับกระแทกมากๆ จนทำให้ข้อต่อในร่างกายได้รับการบาดเจ็บ
 

  • อาการปวดข้อที่พบร่วมกับไข้หวัด

เมื่อป่วย ไม่สบาย หรือเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยบางรายอาจจะพบอาการปวดข้อ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อร่วมด้วย แต่การปวดข้อที่พบร่วมกับไข้หวัดมักเป็นอาการปวดเมื่อยธรรมดา ที่ไม่มีการอักเสบหรือบวมแดงที่ข้อต่อ และอาการปวดข้อจะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหายไข้ 
 

  • อาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากโรคบางชนิด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากโรคบางชนิด มักจะเป็นอาการปวดที่มีการอักเสบร่วมด้วย โดยโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นต้น 

โดยจะมีลักษณะอาการปวดข้อที่รุนแรง ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีรับประทานยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ฉีดยา และกายภาพบำบัดได้ วิธีสุดท้ายที่แพทย์เลือกจะเป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวดข้อ


ปวดข้อเกิดจากสาเหตุใด

 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสาเหตุของการปวดข้อต่อตามร่างกาย มีสาเหตุที่หลากหลายและแตกต่างกันออกไป โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการปวดข้อที่พบได้บ่อย มีดังนี้ 
 

การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ

อาการปวดข้อที่พบได้บ่อย มักมีสาเหตุมาจากการได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณข้อต่อตามร่างกาย ได้แก่ กระดูกอ่อนผิวข้อ หมอนรองข้อ เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อต่างๆที่อยู่รอบๆข้อต่อ รวมไปถึงกระดูกหักและเคล็ดขัดยอก 
 

การใช้งานข้อที่มากเกินไป

การใช้งานข้อผิดวิธีและใช้งานหนักเกินไป สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้อได้ ไม่ว่าจะเป็น การยืนบนรองเท้าส้นสูงเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงทำให้ปวดข้อเท้า การยกของที่มีน้ำหนักมากทำให้ปวดไหล่ หรือการเล่นกีฬาบางประเภทที่จำเป็นต้องใช้ข้อมือก็สามารถทำให้ปวดข้อมือได้ ทั้งนี้การใช้งานข้อที่มากเกินขีดจำกัดของร่างกายจะทำให้ปวดข้อ ยังทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของส่วนประกอบต่างๆ ภายในข้อ 
 

ช่วงวัยหรืออายุที่มากขึ้น

อาการปวดข้อ แม้ว่าจะสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากการเสื่อมสภาพของอวัยวะภายในร่างกายตามกาลเวลา เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ อวัยวะภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อต่างๆ ภายในร่างกายก็เสื่อมสภาพตามลงไปด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีอาการปวดตามข้อ 
 

การอักเสบติดเชื้อ

อาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มักจะมีอาการผื่นหรือมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และบวมแดงบริเวณข้อต่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคข้อเสื่อมที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจวัตรและกิจกรรมบางชนิดได้ในที่สุด 
 

โรคบางชนิด

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าโรคบางชนิดสามารถทำให้เกิดการปวดข้อตามร่างกายได้ เนื่องจากเกิดการอักเสบภายในกระดูกและข้อ และโรคที่สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้อที่พบได้บ่อย ได้แก่ การติดเชื้อภายในข้อ โรครูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ และโรคเอสแอลอี เป็นต้น


อาการปวดข้อบอกโรคอะไรได้บ้าง

โรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อ

เพราะอาการปวดข้อสามารถเกิดได้จากโรคร้ายบางชนิด มาทำความรู้จักกับโรคที่สามารถทำให้เกิดการปวดบริเวณตามข้อต่อต่างๆ ภายในร่างกาย 
 

1. โรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) หรือ โรคข้อกระดูกอ่อนเสื่อม เป็นโรคข้อที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากกระดูกอ่อนที่อยู่ที่ปลายของกระดูกในข้อมีการเสื่อมสภาพ จนทำให้เกิดการแตกกร่อนของกระดูกอ่อน และทำให้เกิดอาการฝืดและปวดข้อได้ 

โดยโรคข้อเสื่อมมีสาเหตุมาจาก ความอ้วน อุบัติเหตุบริเวณข้อต่อ กล้ามเนื้อรอบข้อต่ออ่อนแรง การอักเสบของเนื้อเยื่อหุ้มข้อ และเส้นประสาทรอบข้อเสียความสามารถในการรับรู้ความรู้สึก
 

2. โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์มีสาเหตุมาจากการสะสมของผลึกกรดยูริกตามข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวด บวม และแดงบริเวณข้อต่ออย่างเฉียบพลัน แม้ว่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ขยับและไม่ได้รับอุบัติเหตุก็ตาม สามารถพบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิงในวัยหมดประจำวันเดือน อาการของโรคเก๊าท์มักจะมีอาการปวดข้อเดียวไม่ปวดพร้อมกันหลายข้อ และมักปวดที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า 
 

3. โรคข้ออักเสบ

โรคข้ออักเสบ (Arthriti) มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะข้ออักเสบ ไม่ว่าจะเป็น จากการติดเชื้อแบททีเรียและไวรัส การเสื่อมสภาพและสึกหรอตามอายุการใช้งาน มักมีอาการปวดเมื่อย บวม และเจ็บเมื่อกดบริเวณข้อต่อ โดยโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อย ได้แก่ โรคข้อเสื่อม และโรครูมาตอยด์ 

มักจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทำให้เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ไม่สามารถทำกิจวัตรและกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันได้ สำหรับผู้ป่วยที่ละลาย ไม่เข้ารับการรักษาที่ถูกวิธีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้ 
 

4. โรครูมาตอยด์

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) เป็นโรคที่เกิดการอักเสบตามส่วนต่างๆ ภายในร่างกาย ไม่ใช่เพียงอาการปวดข้อเท่านั้น โดยเกิดจากที่ระบบภูคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ และไปทำลายอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของตนเอง โดยที่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจจะถึงขั้นพิการ เนื่องจากการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อทำให้กระดูกถูกทำลายและผิดรูป 

ลักษณะอาการของโรครูมาตอยด์ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการปวดข้อในช่วงหลังจากตื่นนอนตอนเช้า หรือหลังจากที่ไม่ได้ใช้งานข้อเป็นระยะเวลานาน โดยที่อาการจะอยู่ประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง หรืออาจจะทั้งวัน ตำแหน่งของข้อที่มีอาการปวดที่พบได้บ่อยที่สุด คือ บริเวณข้อมือและข้อนิ้วมือ 
 

5. โรคแพ้ภูมิคุ้มกัน

โรคแพ้ภูมิคุ้มกัน หรือที่หลายคนเรียกว่า โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ไปทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตนเองจนเกิดการอักเสบและความผิดปกติของอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย ไม่ใช่เพียงแค่บริเวณข้อต่อเท่านั้น โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดโรคเอสแอลอี ไม่ว่าจะเป็น พันธุกรรม การติดเชื้อภายในร่างกาย และแสงแดด เป็นต้น มักพบในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ 

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการทางกล้ามเนื้อและข้อ ทำให้เกิดการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า และข้อเท้า เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรครูมาตอยด์


ใครบ้างที่เสี่ยงเกิดอาการปวดข้อ

แม้ว่าอาการปวดข้อจะเป็นอาการที่สามารถพบได้บ่อยและสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่ยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงทำให้เกิดการปวดข้อได้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ 
 

  • ผู้ที่เคยมีประวัติได้รับอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บบริเวณข้อ 
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน และเป็นโรคอ้วน 
  • ผู้ที่ใช้งานกล้ามเนื้อและข้อต่อมากเกินไป
  • วัยกลางคน หรือผู้สูงอายุ 
  • โรคบางชนิด เช่น รูมาตอยด์ โรคเก๊าท์ โรคภูมิแพ้ตัวเอง และโรคข้ออักเสบ เป็นต้น

อาการปวดข้อที่ควรพบแพทย์

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อ หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมทันที 
 

  • อาการปวดข้อเรื้อรังและปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีท่าว่าจะดีขึ้น 
  • อาการปวดข้อแบบเฉียบพลัน หลังจากที่ได้รับการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ 
  • หากมีอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดข้อ ไม่ว่าจะเป็น บวม แดง หรือปวดข้อจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เนื่องจากอาการปวดที่รุนแรง 
  • แม้ว่าจะพักการใช้งาน ทายา หรือรับประทานยาแก้ปวดแล้ว แต่อาการปวดข้อกลับไม่ดีขึ้น 

หากคุณมีอาการหนึ่งในที่กล่าวมาควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีบรรเทาอาการปวดทันทีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นอาการปวดข้อเรื้อรัง เพราะจะทำให้การรักษายากมากกว่าเดิม


การวินิจฉัยอาการปวดข้อ

 

เนื่องจากอาการปวดข้อมีหลายสาเหตุ ทำให้การวินิจฉัยอาการของโรคแตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งการวินิจฉัยการปวดข้อได้เป็น 3 วิธีใหญ่ๆ ดังนี้
 

การตรวจลักษณะอาการภายนอก 

ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนการวินิจฉัยที่ผู้ป่วยทุกคนต้องพบ โดยตอนแรกแพทย์จะทำการซักประวัติของผู้ป่วยปวดข้อมานานเท่าไหร่ อาการปวดเป็นอย่างไร เคยมีประวัติได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณที่ปวดหรือไม่ รวมไปถึงประวัติการใช้งานข้อ นอกจากนี้แพทย์จะทำการตรวจลักษณะภายนอก ได้แก่ อาการบวม แดง และเมื่อสัมผัสแล้วรู้สึกอุ่นๆ บริเวณข้อต่อหรือไม่
 

การตรวจเอกซเรย์

การตรวจเอกซเรย์เป็นการตรวจที่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อรุนแรง และผู้ป่วยที่มีสาเหตุของการปวดข้อมาจากการได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ โดยการเอกซเรย์เป็นการตรวจหาจุดที่แตกร้าวและอาการบาดเจ็บของกระดูก เส้นเอ็นบริเวณรอบข้อต่อ และกล้ามเนื้อ โดยปัจจุบันมีการเอกซเรย์ที่นิยมใช้ทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้
 

  • ฉายภาพเอกซเรย์ (X-ray) เป็นการใช้เครื่องฉายรังสีไปยังบริเวณขาหรือน่องที่มีอาการปวด เพื่อดูโครงสร้างของขาและน่อง พร้อมทั้งนำมาประกอบการวินิจฉัยโรค 
  • TC Scan หรือที่เรียกกันว่า เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ วิธีนี้จะช่วยให้เห็นรายละเอียดของกระดูก เนื้อเยื่อ และเส้นเอ็นต่างๆที่ขามากกว่าวิธีแรก 
  • Magnetic Resonance Imaging หรือ การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยเครื่อง MRI วิธีนี้เป็นการหาจุดที่เกิดความเสียหายที่กระดูก เนื้อเยื่อ และเส้นเอ็นต่างๆ โดยเครื่อง MRI จะฉายภาพโครงสร้างและรายละเอียดต่างๆ

การตรวจเลือด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อที่มีโอกาสเป็นโรครูมาตอยด์ แพทย์จะใช้วิธีการเจาะเลือดและนำไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ โดยหากตรวจพบค่าการอักเสบในเลือด (ESR) และ Rheumatoid Factor ค่า Anti CCP IgG จะขึ้นสูง 

ในบางกรณีอาจจะต้องเจาะตรวจน้ำไขข้อเพื่อแยกจากโรคอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบติดเชื้อ นอกจากโรครูมาตอยด์แล้ว ยังมีอาการปวดข้อจากโรคอื่นๆ ที่ใช้วิธีตรวจโดยการตรวจเลือด ได้แก่ โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)


วิธีรักษาอาการปวดข้อ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อไม่รุนแรงสามารถบรรเทาอาการปวดได้เองที่บ้าน แต่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทางที่ดีที่สุดในการรักษาอาการปวดผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากการรักษาอาการปวดข้อแต่ละบริเวณบนร่างกายมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน โดยวิธีรักษาอาการปวดข้อทั้งหมด มีดังนี้
 

1. ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

 

การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีหรือออกกำลังกายอย่างเหมาะสม สามารถช่วยทำให้อาการปวดข้อบรรเทา และช่วยให้ข้อกลับมาแข็งแรงมีความยืดหยุ่นเหมือนเดิมได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องข้อ แนะนำให้เลือกการออกกำลังกายที่มีการยืดเหยียดเบาๆ และแรงกระแทกต่ำจะดีที่สุด เช่น การเดิน ว่ายน้ำ และโยคะ เป็นต้น 

และผู้ที่เคยออกกำลังกายอย่างหักโหมควรงดกีฬาที่มีแรงกระแทกหนักๆ หรือลดจำนวนรอบและเวลาในการออกกำลังกายลง ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อรุนแรงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากการออกกำลังกายสามารถทำให้อาการปวดข้อแย่ลงมากกว่าเดิมได้ 
 

2. การประคบร้อนและประคบเย็น

 

ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยข้อไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีประคบบริเวณที่ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดได้ โดยที่การประคบสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ ดังนี้ 
 

  • ประคบร้อน

การประคบร้อนเป็นการช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดคล่องตัวมากขึ้น และการประคบร้อนสามารถบรรเทาอาการเจ็บได้ โดยที่การประคบร้อนเหมาะกับอาการปวดข้ออักเสบเรื้อรัง ตึงบริเวณข้อ หรือได้รับจากการบาดเจ็บ หรือฟกช้ำ 48 – 72 ชั่วโมง 
 

  • ประคบเย็น

การประคบเย็นเป็นการช่วยให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้เลือดออกน้อยลง และดูดซึมน้ำกลับเข้าหลอดเลือดส่งผลให้อาการบวมยุบลง จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดข้อที่มีสาเหตุมาจากข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง หรือการปวดข้อที่ได้รับแรงกระแทก เป็นต้น 
 

3. การใช้ยาบรรเทาอาการ

 

ในปัจจุบันมียาหลายชนิดที่สามารถใช้บรรเทาอาการปวดข้อ โดยที่จะแบ่งออกไปตามสาเหตุและอาการความรุนแรงของโรค สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
 

  • ยาแก้ปวด ยากิน ยาทา

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อไม่รุนแรง ปวดเป็นครั้งแรกสามารถทานยาแก้ปวด พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ โดยเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาและห้างสรรพสินค้าทั่วไป และเป็นยาสามัญประจำบ้านไม่จำเป็นต้องมีใบแพทย์สั่งยาจากแพทย์ นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการใช้ยาทาเพื่อบรรเทาอาการปวดสามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ยาทาภายนอกส่วนใหญ่จะเป็นการบรรเทาอาการปวดเพียงชั่วคราวเท่านั้น
 

  • ยาแก้อักเสบ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อระดับปานกลางไปถึงรุนแรง ซึ่งอาจจะมีอาการบวมร่วมด้วย สามารถใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือที่หลายคนเรียกว่า ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดเข่า ได้แก่ แอสไพริน (Aspirin) เซเลคอกซิบ (Celecoxib) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาเพื่อความปลอดภัย 
 

  • ยารักษาข้อเข่าเสื่อม

ยารักษาข้อเข่าเสื่อมจะออกฤทธิ์ชะลอความเสื่อมของผิวข้อ รักษาสภาพความเสื่อมของผิวข้อ หรือ ช่วยเปลี่ยนแปลงโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดีระดับหนึ่ง โดยปัจจุบันยารักษาข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับความนิยมมี 2 ชนิด ได้แก่ กลูโคซามีน และ โคลชิซิน อย่างไรก็ตามยารักษาข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาอาการปวดข้อได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่สามารถทำให้อาการปวดข้อหายขาดได้ 

เนื่องจากอาการปวดข้อ เป็นอาการที่มีสาเหตุการปวดที่ค่อนข้างหลากหลาย ทำให้มียาหลายชนิดที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ ทั้งนี้ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยา เพื่อควาปลอดภัยของผู้ป่วยเอง
 

4. การทำกายภาพบำบัด

 

วิธีการรักษาอาการปวดข้อด้วยการทำกายภาพบำบัด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อาการปวดข้อดีขึ้นแล้วเท่านั้น เนื่องจากการทำกายภาพบำบัดที่ผิดวิธีและไม่เหมาะสมสามารถทำให้อาการทรุดลงได้ การทำกายภาพบำบัดที่ดีควรทำควบคู่ไปกับการรักษาอาการปวดด้วยวิธีอื่น ที่สำคัญการทำกายภาพบำบัดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและนักกายภาพบำบัดเท่านั้น 
 

5. การฉีดยาแก้ปวดเข่า

 

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาแก้ปวดและแก้อักเสบแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาแบบอื่น ได้แก่ การฉีดยา ในปัจจุบันมีการฉีดยา 2 แบบ เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ ดังนี้ 
 

  • ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า

การฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า เป็นการเลียนแบบน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่ร่างกายสร้าง เพื่อทำให้ภายในข้อมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยน้ำเลี้ยงที่ฉีดเข้าร่างกายจะประกอบไปด้วย Hyalulonic ที่เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำเลี้ยงข้อเข่า วิธีนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรงไปจนถึงปานกลาง โดยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
 

  • ฉีดสเตียรอยด์

การฉีดสเตียรอยด์เป็นการฉีดเพื่อยับยั้งอาการอักเสบของข้อ และสามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้ โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ยับยั้งการปวดและลดการอักเสบได้ภายใน 24 – 49 ชั่วโมง การฉีดสเตียรอยด์จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่ปวดข้อที่ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยวิธีรับประทานยา และการฉีดสเตียรอยด์มีผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางราย แพทย์จำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 
 

6. การผ่าตัด

 

การผ่าตัดมักเป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์เลือกใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้วิธีรักษาแบบอื่นได้ โดยการผ่าตัดผู้ป่วยที่ปวดข้อจะมีหลายกวิธีแตกต่างกันออกไป เนื่องจากอาการปวดข้อมีหลากหลายแบบ เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อเข่า 

ปัจจุบันได้มีการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีส่องกล้องเพื่อรักษาอาการปวดข้อและวิธีนี้ยังใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าการผ่าตัดทั่วไป หรือ ผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมตามวัย ปัจจุบันมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ 

ทั้งนี้หากต้องรักษาอาการปวดข้อด้วยวิธีผ่าตัด แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ป่วยคนใช้วิธีใดในการรักษาอาการปวดข้อ


แนวทางป้องกันอาการปวดข้อ

 

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหลังจากรักษาหายแล้ว สามารถปฏิบัติตามวิธีต่อไปนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเกิดอาการปวดข้อซ้ำอีก 
 

  • พักผ่อนให้เพียง การพักผ่อนสามารถช่วยให้ร่างกาย กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น พักฟื้นและซ่อมแซมตนเอง 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ตามหลักโภชนาการ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อช่วยการปวดข้อลง 
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานหนัก เช่น ออกกำลังกายอย่างหักโหม ยกของหนัก หรือกิจกรรมที่ได้รับแรงกระแทก
  • ยืดกล้ามเนื้อทุกครั้ง

ที่มา https://samitivejchinatown.com/th/article/bone-osteoarthritis/joint-pain

 

Categories
บทความ

ปวดข้อนิ้วมืออย่าปล่อยไว้..อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคยอดฮิต!

ปวดข้อนิ้วมืออย่าปล่อยไว้..อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคยอดฮิต!

เมื่อมือถูกใช้งานหนักเกินไปอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่มือ ปวดข้อนิ้วมือ ปวดฝ่ามือ อาจเป็นเฉพาะจุดหรือเป็นทั้งมือก็ได้ โดยสาเหตุและโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือมีหลายโรค และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลงจากการใช้งานมือได้ไม่เต็มที่

ในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาการปวดข้อนิ้วมือคืออะไร มีสาเหตุอะไรที่ทำให้ปวดข้อนิ้วมือได้บ้าง ปวดตามข้อนิ้วมือเป็นโรคอะไร มีวิธีแยกโรคที่ทำให้ปวดข้อนิ้วมืออย่างไร ปวดข้อนิ้วมือรักษาอย่างไรได้บ้าง รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือ

ปวดข้อนิ้วมือ (Knuckle Pain)

อาการปวดข้อนิ้วมือ เป็นอาการปวดหรือเจ็บบริเวณข้อนิ้วมือ ซึ่งอาจเกิดจากอุบัติเหตุ การใช้งานหนัก หรือสัญญาณเตือนของโรคบางอย่างได้ อาการปวดข้อนิ้วมืออาจเป็นเพียงระยะสั้น ๆ หรือในขั้นรุนแรงก็อาจพบอาการปวดข้อนิ้วมือแบบเรื้อรังได้เช่นกัน

หากผู้ป่วยพบอาการปวดข้อนิ้วมือควรเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้อง เพราะอาการปวดข้อนิ้วมือเป็นอาการที่เกิดได้ตั้งแต่การบาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ที่ทำให้เกิดความพิการได้ หากได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องก็จะสามารถวางแผนการรักษาและลดระดับความรุนแรงของโรคได้เร็ว

สาเหตุอาการปวดข้อนิ้วมือ

 

อาการปวดข้อนิ้วมือสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยมีดังนี้

1. ข้อนิ้วซ้น

อาการปวดข้อนิ้วมือจากข้อนิ้วซ้นมักเกิดจากการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุและการเล่นกีฬา โดยอาจมีอาการบวมร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้ ผู้ป่วยจะไม่สามารถขยับข้อนิ้วได้เพราะจะรู้สึกเจ็บข้อนิ้วมาก และอาการข้อนิ้วซ้นมักเกิดบริเวณข้อกลางนิ้ว 

 

2. นิ้วล็อค

อาการปวดข้อนิ้วมือจากนิ้วล็อกเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้งานคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนจำเป็นต้องใช้นิ้วมือบ่อยมาก และเมื่อนิ้วมือถูกใช้งานมาก ๆ มักจะทำให้เกิดอาการเกร็งของเส้นเอ็นข้อนิ้วจนทำให้เส้นเอ็นไม่ยืดตัวออกเมื่องอนิ้วและเกิดการอักเสบของปลอกเอ็นกล้ามเนื้อ เกิดเป็นอาการนิ้วล็อกขึ้น 

ผู้ป่วยที่มีอาการนิ้วล็อคจะไม่สามารถเหยียดนิ้วมือให้ตรงได้ง่าย และรู้สึกปวดข้อนิ้วมือมากขึ้นเมื่อฝืนเหยียดนิ้วมือ

 

3. ข้อนิ้วเสื่อม

ข้อนิ้วเสื่อมสามารถเกิดจากการใช้งานข้อนิ้วมากเกินไป อุบัติเหตุบริเวณข้อนิ้วมือ หรือจากอายุที่มากขึ้นก็ได้ทั้งนั้น เพราะกระดูกอ่อนของผู้ป่วยที่ข้อนิ้วเสื่อมเกิดการสึกกร่อนและมีหินปูนมาเกาะที่ข้อนิ้วมือ ทำให้เวลาเคลื่อนไหวข้อนิ้วมือจึงเกิดการเสียดสีระหว่างกระดูกจนเกิดอาการปวดข้อนิ้วมือได้ ยิ่งอาการเสื่อมมาก การเคลื่อนไหวของข้อนิ้วก็ยิ่งทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

 

4. ภาวะเส้นเอ็นงอนิ้วมือตึงล้า

ภาวะเส้นเอ็นตึงมักเกิดจากผู้ที่มีพฤติกรรมใช้งานนิ้วมือในลักษณะซ้ำ ๆ และติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เช่นทำงานคอมพิวเตอร์ ทำอาหาร ทำงานบ้านงานสวน อาการเส้นเอ็นตึงอาจทำให้รู้สึกปวดข้อนิ้วมือเพียงเล็กน้อย และจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับนิ้วมือบ้าง 

จะเห็นได้ว่าอาการปวดข้อนิ้วสามารถเกิดได้ทั้งการใช้งานหนัก การเกิดอุบัติเหตุ ความเสื่อมของร่างกาย และอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดนิ้วมือคือโรค แต่จะขอยกไปกล่าวถึงในหัวข้อถัด ๆ ไป

 

อาการปวดข้อนิ้วมืออักเสบ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อนิ้วมือมักจะมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อนิ้วมือ โดยอาการปวดที่เกิดจากการใช้งานหนัก การอักเสบ หรือจากโรคอื่น ๆ มีดังนี้

 

  • อาการปวดข้อนิ้วมือ เป็นได้ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยจนถึงปวดรุนแรง
  • ข้อนิ้วมืออาจมีอาการบวม ร้อนแดง
  • เคลื่อนไหวข้อนิ้วมือได้ไม่เต็มที่ เช่น ยืดข้อนิ้วมือไม่ได้ หรืองอข้อนิ้วมือไม่ได้

สำหรับอาการปวดข้อนิ้วมือจากอุบัติเหตุที่ทำให้ข้อนิ้วหัก มีดังนี้

 

  • ข้อนิ้วมือผิดรูป
  • ข้อนิ้วมือมีอาการบวมและช้ำอย่างเห็นได้ชัด ผิวหนังเปลี่ยนสีชัดเจน
  • ไม่สามารถขยับข้อนิ้วมือได้เลย
  • ปวดข้อนิ้วมือมาก และอาจมีอาการชาร่วมด้วย

อาการปวดข้อนิ้วมืออักเสบอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดและต้นตอของโรคที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยอาการปวดข้อนิ้วมือมีตั้งแต่ระดับไม่รุนแรงจนไปถึงระดับรุนแรง โดยอาจมีอาการปวดข้อนิ้วมือเพียงนิ้วเดียวหรือเป็นหลาย ๆ ข้อก็ได้ 

สำหรับอาการปวดข้อนิ้วมือที่ไม่รุนแรงสามารถพักการใช้งานเพื่อลดอาการปวดข้อนิ้วมือได้ แต่หากอาการปวดข้อนิ้วมือรุนแรงมากอย่างต่อเนื่องหรือนิ้วมือไม่มีความรู้สึก ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาต้นตอของอาการปวดข้อนิ้วมือและรับการรักษาที่เหมาะสม

 

ปวดข้อนิ้วมือเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง

 

อย่างที่ได้กล่าวไป อาการปวดข้อนิ้วมือสามารถเกิดจากการใช้งานอย่างหนัก อุบัติเหตุ หรือเกิดจากโรคอื่น ๆ ก็ได้ทั้งนั้น โดยโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือมีดังนี้

 

1. โรคข้อเสื่อม

โรคข้อนิ้วเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนที่หุ้มข้อต่อนิ้วมืออันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น จากการใช้งานที่หนักเกินไปหรือจากอุบัติเหตุ โดยการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนจะทำให้กระดูกข้อนิ้วมือเกิดการเสียดสีกันเมื่อมีการเคลื่อนไหว การเสียดสีนี้เองที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือ และยิ่งการเสียดสีมากขึ้นก็จะยิ่งรู้สึกปวดมาก จนในที่สุดข้ออาจเกิดการผิดรูปและไม่สามารถขยับได้อีก
 

2. โรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคข้ออักเสบที่เกิดจากกรดยูริกในเลือดสูงและตกผลึกสะสมอยู่ในข้อ ทำให้เกิดอาการข้ออักเสบขึ้น โดยเกาต์สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุดไม่ว่าจะที่ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น

 

3. โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)

โรคภูมิแพ้ตนเองเป็นโรคที่ทำให้หลายอวัยวะหรือหลายระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ โดยอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลาย ๆ อวัยวะหรือแสดงความผิดปกติเพียงอวัยวะเดียวก็ได้ โดยหนึ่งในอาการจากโรคภูมิแพ้ตนเองคืออาการปวดข้อ เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้า และในบางรายอาจแสดงอาการคล้ายกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ด้วย

 

4. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไขข้ออักเสบซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน โดยร่างกายจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อตนเอง ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดข้อจากกระดูกและเนื้อเยื่อถูกทำลาย 

โดยอาการเด่น ๆ ของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คืออาการปวดข้อนิ้วมือตอนเช้า และเมื่อขยับข้อไปสักประมาณ 1-2 ชั่วโมงอาการปวดก็จะทุเลาลง นอกจากนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย การอักเสบรอบ ๆ ข้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจไม่ได้เกี่ยวกับข้อโดยตรง แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือได้ เช่น โรคปลายประสาทอักเสบ อาการประสาทมือชา ภาวะเอ็นฝ่ามือหดรั้ง มีเนื้องอกที่ข้อนิ้วมือ โรคผิวหนังบางอย่าง การติดเชื้อบริเวณข้อนิ้วมือ เป็นต้น

 

ปวดข้อนิ้วมือแบบไหนควรพบแพทย์

อาการปวดข้อนิ้วมือมีตั้งแต่ระดับปวดเพียงเล็กน้อยไปจนถึงระดับรุนแรง ในขั้นต้นผู้ป่วยสามารถพักการใช้งานข้อนิ้วมือเพื่อลดอาการปวดได้ แต่หากอาการปวดมากขึ้น อาการปวดเรื้อรัง หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาการปวดข้อนิ้วมืออักเสบบวมแดง ขยับข้อนิ้วมือไม่ได้หรือขยับได้ยาก นิ้วมือไร้ความรู้สึก ข้อนิ้วมือผิดรูป ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หากเป็นโรคร้ายแรงอย่างข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือ SLE ก็จะได้เข้ารับการรักษาได้ทันที

 

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

 

ผู้ป่วยที่เข้าพบแพทย์ด้วยอาการปวดข้อนิ้วมือ แพทย์จะมีวิธีการตรวจวินิจฉัยแยกโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือ ดังนี้

 

1. การตรวจร่างกายเบื้องต้น

อันดับแรกแพทย์จะซักถามประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น ทั้งลักษณะอาชีพมีการใช้นิ้วมือบ่อย ๆ หรือไม่ มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ใช้งานนิ้วมือหนักไปหรือไม่ ผู้ป่วยมีประวัติการเกิดอุบัติเหตุที่นิ้วมือหรือไม่ 

และเพื่อคัดกรองโรคเบื้องต้นแพทย์จะถามลักษณะอาการปวดข้อนิ้วมือว่าปวดอย่างไร อาการปวดตามข้อนิ้วมือรุนแรงแค่ไหน ปวดข้อนิ้วมือตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือปวดตลอดเวลา ขยับข้อนิ้วได้บ้างไหม เพราะบางโรคมีอาการปวดข้อนิ้วมือที่จำเพาะเจาะจงอย่างโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 

2. การเจาะเลือด

การเจาะเลือดสามารถตรวจหาค่าบางอย่างภายในเลือดได้ และค่าเหล่านั้นก็จะเป็นตัวบอกถึงโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือ เช่น การตรวจหาค่ารูมาตอยด์ ตรวจหาค่ากรดยูริก ตรวจการติดเชื้อในเลือด เป็นต้น

 

3. การเอกซเรย์

อาการปวดข้อนิ้วมือที่เกิดจากการร้าว แตกหักหรือผิดรูปของกระดูกข้อนิ้วมือสามารถตรวจได้ด้วยการเอกซเรย์ หากผู้ป่วยมีประวัติการเกิดอุบัติเหตุที่ข้อนิ้วมือ หรือมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้อเสื่อม แพทย์จะพิจารณาส่งผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเอกซเรย์เพื่อหารอยโรค

 

4. การตรวจ MRI

การตรวจ MRI จะสามารถเห็นถึงรายละเอียดภายในข้อนิ้วมือ ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท ทั้งนี้หากแพทย์พิจารณาว่าผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อนิ้วมืออาจเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นหรือเส้นประสาทก็จะส่งผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ MRI เพื่อยืนยันโรค

 

5. การตรวจ CT Scan

การตรวจ CT scan จะสามารถทำให้เห็นความผิดปกติของกระดูกได้ชัดเจน โดย CT scan จะใช้ตรวจวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับกระดูกได้มีประสิทธิภาพกว่าวิธีอื่น ๆ และยังสามารถตรวจพบเนื้องอกที่ข้อนิ้วมือได้ด้วย 

 

วิธีรักษาอาการปวดข้อนิ้วข้อ

วิธีรักษาอาการปวดข้อนิ้วมือจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือ หากอาการปวดข้อนิ้วมือไม่รุนแรงหรือปวดเพียงชั่วคราวก็สามารถบรรเทาอาการปวดข้อนิ้วมือได้ด้วยตนเอง แต่หากมีอาการปวดข้อนิ้วมือเรื้อรัง รุนแรง หรือมีอาการปวดข้อนิ้วมือจากโรคอันตรายก็อาจต้องเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ เพื่อลดระดับความรุนแรงของโรค

 

การบรรเทาอาการด้วยตัวเองเบื้องต้น

 

  • ประคบเย็น – ประคบร้อน

หากอาการปวดข้อนิ้วมือเกิดจากอุบัติเหตุสามารถใช้การประคบเย็นทันทีที่เกิดอุบัติเหตุเพื่อลดอาการปวดบวม โดยให้ประคบเย็นประมาณ 20 นาทีทุก 2-3 ชั่วโมง การประคบเย็นจะลดการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดไม่ไปขังอยู่บริเวณที่บาดเจ็บให้เกิดอาการปวดได้

หลังจากเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว 48 ชั่วโมงผู้ป่วยสามารถใช้การประคบร้อนเพื่อให้เลือดกลับมาไหลเวียนดีขึ้นอีกครั้ง การไหลเวียนเลือดที่ดีจะช่วยให้การบาดเจ็บหายเร็วขึ้น และลดอาการปวดได้ดี

 

  • ใช้แผ่นแปะบรรเทาอาการปวด

อาการปวดข้อนิ้วมือไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุหรือการใช้งานหนักเกินไปสามารถทำได้ด้วยการแปะแผ่นบรรเทาอาการปวดได้ ในแผ่นแปะจะมีตัวยาสำคัญที่จะช่วยให้อาการปวดข้อนิ้วมือบรรเทาลง

 

การรักษาทางการแพทย์

  • การใช้ยาบรรเทาอาการปวด

ในเบื้องต้นหากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดข้อนิ้วมือและอาการปวดข้อนิ้วมือของผู้ป่วยไม่รุนแรงมากแพทย์มักจะจ่ายยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดอักเสบ 

แต่หากทราบสาเหตุที่แน่ชัดที่ทำให้เกิดอาการปวดอาจมีการจ่ายยาที่แตกต่างกันไป เช่น โรคข้ออักเสบ แพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวดข้อโดยเฉพาะ เป็นต้น

 

  • การทำกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อนิ้วมือระดับไม่รุนแรงจนถึงระดับปานกลาง โดยการกายภาพบำบัดจะช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแข็งแรงขึ้น และสามารถลดอาการปวดได้ 

 

  • การรักษาด้วยการผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยมีอาการปวดข้อนิ้วมือรุนแรง และรับการรักษาแบบประคับประคองไปแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเพื่อลดอาการปวดข้อนิ้วมือ และให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ข้อนิ้วมือได้อีกครั้ง

 

แนวทางการป้องกันการปวดข้อนิ้วมือ

อาการปวดข้อนิ้วมือจากการบาดเจ็บและการใช้งานหนัก เป็นอาการที่สามารถป้องกันได้ เช่น

 

  • หลีกเลี่ยงการใช้งานนิ้วมือในลักษณะท่าเดิมซ้ำ ๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน หากมีความจำเป็นต้องใช้ให้มีการพักการใช้งานบ้าง
  • ระวังการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจนบาดเจ็บข้อนิ้วมือ เช่น การเล่นกีฬาให้สวมใส่ซัพพอร์ต เป็นต้น

สำหรับอาการปวดข้อนิ้วมือที่เกิดจากโรคข้ออักเสบและโรคอื่น ๆ อาจป้องกันได้บ้าง เช่น

 

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาการที่บำรุงข้อและกระดูก
  • งดการสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

แต่อย่างไรก็ตามอาการปวดข้อนิ้วมือที่เกิดจากโรคที่มาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุไม่สามารถป้องกันได้

 

ข้อสรุป

อาการปวดข้อนิ้วมือเป็นอาการที่พบได้บ่อย ๆ ในทุกเพศทุกวัย และมีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือมากมายไม่ว่าจะเกิดจากการใช้งานหนักเกินไป การเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดจากโรค เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อนิ้วมือมีมากมาย เพื่อให้การวินิจฉัยและการรักษาโรคเป็นไปอย่างถูกต้องควรเข้าปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด

เครดิต : https://samitivejchinatown.com/th/article/bone-osteoarthritis/knuckle-pain

Categories
บทความ

ทำไมนั่งทำงานหรือขับรถนานๆแล้วถึงปวดก้นร้าวลงขา

ทำไมนั่งทำงานหรือขับรถนานๆแล้วถึงปวดก้นร้าวลงขา

ทำไมนั่งทำงานหรือขับรถนานๆแล้วถึงปวดก้นร้าวลงขา?

อาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท หรือเรียกว่า “Piriformis syndrome” เป็นความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เกิดจากกล้ามเนื้อ piriformis ที่อยู่บริเวณก้นใกล้กับสะโพก มีความตึงตัวมากทำให้ไปกดทับเส้นประสาท scistic ส่งผลให้มีอาการปวดก้นร้าวไปยังขา

สาเหตุการเกิด

มักเกิดจาก ปัจจัยเสียงดังต่อไปนี้

– เคลื่อนไหวร่างกายส่วนล่างผิดท่า

– ออกกำลังกายมากเกินไป

– นั่งเป็นเวลานาน นั่งไขว้ห้าง

– เกิดอุบัติเหตุเช่น ลื่นล้ม

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรคนี้

    โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในคนหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานนานๆ ในออฟฟิศ ทำให้เกิดการงอสะโพก และมีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้

    คนที่ต้องนั่งท่าเดิมเป็นเวลานานๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ พนักงานขับรถ พนักงานขายตั๋ว รวมถึงคนที่เคลื่อนไหวสะโพกมากเกินไป เช่น ออกกำลังกายหนักๆ นักวิ่ง ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้

การรักษาเบื้องต้น

– หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดกำเริบ

– ประคบร้อนบริเวณก้นและขาบริเวณที่ปวด 15 -20 นาที

– ออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงตัว มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

     1. นอนราบกับพื้นแล้วชันเข่าทั้ง 2 ข้างเป็นท่าเตรียมพร้อม

     2. ยกข้อเท้าซ้ายขึ้นแล้ววางพาดไว้บนเข่าขวา

     3. ใช้มือดึงเข่าขวาเข้าหาอก แล้วค้างไว้ 5 วินาที ค่อย ๆ วางขากลับไปยังท่าเตรียมพร้อมสลับมายกข้อเท้าขวาในท่าเดียวกัน ทำซ้ำข้างละ 10 ครั้ง/set ทำ 3 set

ออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อลดความตึงตัว

การป้องกันการเกิดโรค

– คนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1 ชั่วโมง เช่น ไปเข้าห้องน้ำ ไปดื่มน้ำ เพื่อเปลี่ยนแปลงท่านั่ง ความเสี่ยงในการเกิดโรคก็จะลดลง

– ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะในคนที่มีอาการของโรคนี้แล้ว ควรลดการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณก้น หรือการออกกำลังกายที่ต้องใช้กล้ามเนื้อบริเวณสะโพกมากๆ เน้นเป็นวิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อจะเหมาะสมมากกว่า

    หากความรู้สึกปวดและชาบริเวณก้นหรือขาไม่ดีขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบมาพบนักกายภาพบำบัดเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

ที่มา https://www.rehabcareclinic.com/blog/ทำไมนั่งทำงานหรือขับรถนานๆแล้วถึงปวดก้นร้าวลงขา

Categories
บทความ

โรคกระดูกอักเสบ ภัยเงียบใกล้ตัว

โรคกระดูกอักเสบ ภัยเงียบใกล้ตัว

หากมีไข้หนาวสั่น ปวดบวมตามกระดูก เคลื่อนไหวกระดูกส่วนที่อักเสบได้น้อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อย่ามองว่าเล็กน้อย อาจเป็นโรคกระดูกอักเสบได้ควรรีบพบแพทย์

 

โรคกระดูกอักเสบ คือโรคที่เกิดจากกระดูกติดเชื้อโรค โดยทั่วไปมักเป็นจากเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจพบจากติดเชื้อราได้  โรคกระดูกอักเสบ เกิดได้กับกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย ที่พบบ่อย คือ กระดูกขา เท้า และกระดูกสันหลัง

โดยทั่วไปมักพบกระดูกอักเสบเพียงตำแหน่งเดียว แต่อาจพบหลายตำแหน่งพร้อมกันได้ นอกจากนี้ยังพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ และมีโอกาสเกิดเท่ากันทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

 

สาเหตุของโรคกระดูกอักเสบ เกิดได้ 3 ทาง คือ

  1. การติดเชื้อจากกระแสเลือด
  2. เนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้เคียงกระดูกที่อักเสบติดเชื้อ
  3. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อกระดูกขาดเลือดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี

 

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้หนาวสั่น ปวดบวมตามกระดูกที่อักเสบ เคลื่อนไหวกระดูกส่วนที่อักเสบได้น้อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหารในกระดูกอักเสบเรื้อรังมักมีแผลและหนองไหล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงกับกระดูกอักเสบเจ็บ โต คลำพบก้อน

 

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง จากโรคกระดูกอักเสบ อาทิเกิดอุบัติเหตุหรือผ่าตัดกระดูกหรือข้อในระยะเวลา 1 – 3 เดือนก่อนเกิดกระดูกอักเสบ ป่วยด้วยโรคที่ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่ดี เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดยา เป็นต้น

ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกอักเสบ ได้จากประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกายในตำแหน่งกระดูกที่มีอาการโดยการเอกซเรย์ การเพาะเชื้อจากหนอง และอาจตัดชิ้นเนื้อกระดูกชิ้นที่มีอาการ เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

เพื่อนำมาวินิจฉัยให้ได้ผลแน่นอนที่สุด

 

การรักษาโรคกระดูกอักเสบ มี 2 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การให้ยาฆ่าเชื้อที่มีคุณสมบัติตรงกับเชื้อที่ตรวจพบ โดยให้ยาทางหลอดเลือดดำและรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่จะประเมินจากชนิดของเชื้อ ความรุนแรงของอาการอักเสบ และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย
  1. การผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเพื่อปลูกกระดูกใหม่ การตัดขาหากเกิดกระดูกขาอักเสบรุนแรงมากและเรื้อรัง

 

ทั้งนี้วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของเครื่องใช้อยู่เสมอ คอยระวังอย่าให้มีดบาดหรือเกิดอุบัติเหตุจนมีแผล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกอักเสบ ทั้งนี้ผู้ที่มีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้นหรือไม่แน่ใจในอาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป

Cr. https://www.bpksamutprakan.com/care_blog/view/62

Categories
บทความ

ปวดตามข้อ อาจเป็น 4 โรคข้อยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดตามข้อ อาจเป็น 4 โรคข้อยอดฮิตที่ไม่ควรมองข้าม

คนส่วนใหญ่มักจะละเลยอาการปวดที่เกิดตามข้อต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า หรือข้อสะโพก และมักคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดที่เกิดขึ้นตามอายุที่สูงขึ้นหรือบาดเจ็บจากการใช้งาน การกินยาบรรเทาอาการปวดและพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมและท่าทางต่าง ๆ ที่ทำให้อาการปวดข้อกำเริบจึงเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมสูงสุด ซึ่งอาการปวดข้ออาจหายไปได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป อาการปวดข้อก็กลายเป็นปวดเรื้อรังที่มีความรุนแรงมากขึ้น และอาจเป็นอาการนำของโรคร้ายบางชนิด

 

ปวดตามข้อบอกโรค

ปวดตามข้อ คือหนึ่งในลักษณะอาการที่บ่งบอกได้หลายโรคด้วยกัน ได้แก่ โรคเกาต์ โรครูมาตอยด์ ข้อเสื่อม และโรคเอส แอล อี ซึ่งแต่ละโรคก็มีลักษณะอาการปวดตามข้อที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันออกไป เช่น

1) เกาต์

โรคเกาต์ อาการปวดที่เกิดขึ้น มักเกิดบวมแดงร้อนข้อแบบเฉียบพลัน แม้ว่าจะอยู่เฉย ๆ ไม่มีประวัติอุบัติเหตุ ไม่ได้รับการกระทบกระแทกรุนแรงใด ๆ มีอาการปวดข้อเดียวไม่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันหลายข้อ ข้อที่พบว่าเป็นโรคเกาต์ได้บ่อยที่สุด ได้แก่ ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า

2) ข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม ระยะเริ่มต้นจะมีอาการปวดสัมพันธ์กับการใช้งาน ระยะปานกลาง เมื่อกระดูกอ่อนเริ่มสึกกร่อน ข้ออาจมีการอักเสบร่วมกับข้อเริ่มโค้งงอ เหยียดงอไม่สุด ระยะรุนแรง เมื่อกระดูกอ่อนสึกกร่อนมากขึ้น ข้อเริ่มหลวมไม่มั่นคง ข้อหนาตัวขึ้น จากกระดูกงอกหนา ข้อโก่งงอ ผิดรูปชัดเจน เวลาเดินต้องกางขากว้างขึ้น กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ขณะลุกขึ้นจากท่านั่งจะมีอาการปวดที่รุนแรง

3) เอส แอล อี

โรคเอส แอล อี เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะหรือหลายระบบของร่างกาย บางรายอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน บางรายมีการแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทีละระบบ มักมีอาการทางข้อและกล้ามเนื้อเป็นอาการนำ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ มักเป็นข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า บางครั้งมีบวมแดงร้อนร่วมด้วยคล้ายผู้ป่วยรูมาตอยด์ แต่บางรายอาจรุนแรงถึงชีวิต

4)  รูมาตอยด์

โรครูมาตอยด์ อาการปวดข้อมักเกิดมากที่สุดช่วงตื่นนอน อาจมีอาการอยู่ 1 – 2 ชั่วโมง หรือทั้งวันก็ได้ มีอาการปวด บวม และเคลื่อนไหวข้อลำบาก ตำแหน่งของข้อที่มีอาการปวดมากที่สุดมักจะเป็นที่ข้อมือและข้อนิ้วมือ แต่มีโอกาสปวดข้อไหนก็ได้ ลักษณะอาการปวดข้อช่วงเช้านี้เป็นลักษณะสำคัญของโรครูมาตอยด์ นอกจากอาการทางข้อแล้ว ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีไข้ต่ำ ๆ ตาแห้ง ปากแห้งผิดปกติ พบก้อนใต้ผิวหนังบริเวณข้อศอกและข้อนิ้วมือ

สาเหตุโรครูมาตอยด์ เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานอย่างหนึ่ง โดยภูมิต้านทานของผู้ป่วยมีการทำลายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อ บางรายรุนแรงจนพิการจากกระดูกถูกทำลาย ผิดรูป จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในระยะหลัง ทำให้เกิดความเข้าใจถึงตัวแปรต่าง ๆ ในกระบวนการอักเสบมากขึ้นจนมีการค้นพบตัวยาใหม่ ๆ ที่จะยับยั้งขบวนการอักเสบ และลดการทำลายของข้อ ซึ่งหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้เร็ว จะสามารถยับยั้งการทำลายของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อได้ โรครูมาตอยด์จะพบได้ประมาณร้อยละ 0.5 – 1.0 ของประชากรในประเทศไทย

การวินิจฉัยโรครูมาตอยด์ ในระยะเริ่มต้นอาจจะมีความลำบากในการวินิจฉัย เนื่องจากการดำเนินของโรคมักเป็นไปอย่างช้า  ๆ จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะโรคเป็นผู้วินิจฉัย ดังนั้นการวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยและการตรวจร่างกายทางข้อที่พบว่ามีลักษณะร้อน บวมแดง และปวด การเจาะเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการจะแสดงให้เห็นถึงภาวะซีด ตรวจพบ Rheumatoid Factor  ค่า Anti CCP IgG ขึ้นสูง และค่าการอักเสบในเลือดที่สูงขึ้น (ESR) ค่า ESR ที่สูงขึ้นมักจะสัมพันธ์กับจำนวนข้อที่อักเสบ นอกจากนี้การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์หรือการทำ MRI สามารถบอกถึงความรุนแรงของโรคได้ดวย โดยดูจากความรุนแรงของข้อที่ถูกทำลายไป อย่างไรก็ดีในผู้ป่วยโรคนี้โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการน้อยกว่า 6 เดือน การวินิจฉัยมักจะอาศัยอาการนำที่สำคัญ การตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการมารวมกันในการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะโรค

รักษารูมาตอยด์ มีอยู่ 4 วิธีด้วยกัน คือ

  1. การใช้ยา ในปัจจุบันมียามากมายที่ใช้ในการควบคุมและรักษาโรครูมาตอยด์ให้ได้ผลดี ยาเหล่านี้ ได้แก่ ยารักษารูมาตอยด์โดยเฉพาะ ยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคสารชีวภาพ และยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์
  2. การพักผ่อนและการบริหารร่างกาย 
  3. การป้องกันไม่ให้ข้อถูกทำลายมาก
  4. การผ่าตัด จะมีบทบาทในการรักษาโรครูมาตอยด์ในกรณีที่ข้อถูกทำลายไปมากแล้ว

หากร่างกายเริ่มแสดงอาการปวดตามข้อควรที่จะพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและเข้ารับการรักษาโดยเร็ว ก่อนที่จะปวดเรื้อรังจนส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

Cr. https://www.bangkokhospital.com/content/top-4-arthritis-do-not-overlook

Categories
บทความ

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั้งตัว! หรือจะเป็น “โรคไฟโบรมัยอัลเจีย”

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั้งตัว! หรือจะเป็น “โรคไฟโบรมัยอัลเจีย”

โรคไฟโบรมัยอัลเจียส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ด้วยอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเป็นเวลานานแบบเรื้อรัง ที่มาพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจ ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทั้งนี้หากผู้ป่วยได้รับการประเมินรักษา โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง อาการปวดเมื่อยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่รู้สึกถึงอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอีกต่อไป

โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia)

โรคไฟโบรมัยอัลเจียเป็นอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแบบเรื้อรัง อันเนื่องมาจากสาเหตุที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจน อาจเกิดจากความเครียด การทำกิจกรรมที่ใช้ร่างกายเป็นระยะเวลานาน หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามอาการปวดที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการบาดเจ็บของข้อต่อ หรืออวัยวะอื่นๆ แต่อาการปวดส่งผลกระทบกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เพราะไม่สามารถทำกิจกรรมที่ใช้แรง หรือกล้ามเนื้อได้เหมือนเดิม โดยผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนล้า ร่วมกับอาการปวดเมื่อยทั่วร่างกายตามจุดต่างๆของกล้ามเนื้อ 18 จุด ที่เมื่อกดตามบริเวณต่างๆ จะเกิดอาการเจ็บปวด แตกต่างจากคนธรรมดาที่จะรู้สึกเพียงแรงกดเท่านั้น จากงานวิจัยจะพบว่าผู้หญิงอายุระหว่าง 25-60 ปี มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคไฟโบรมัยอัลเจียมากกว่าผู้ชายถึง 10 เท่า

โรคไฟโบรมัยอัลเจียและอาการซึมเศร้า

จากการรายงานพบว่าผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียบางรายนั้น เคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน อาจเกิดจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายแบบเรื้อรัง ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น การทำกิจกรรมต่างๆ หรือการใช้สมาธิในการทำงาน เป็นต้น เนื่องจากอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วร่างกายส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเครียด และกังวลตลอดเวลา โดยสิ่งเหล่านี้อาจเป็นที่มาของอาการเหนื่อยล้าที่เกิดจากโรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสารเคมีในสมองที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าซึ่งอาจเป็นสาเหตุในการเกิดโรคไฟโบรมัยอัลเจียอีกด้วย

ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

อาการของโรคไฟโบรมัยอัลเจียที่ชัดเจนรองลงมาจากอาการปวดเมื่อย คืออาการเหนื่อยล้าที่ส่งผลให้การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่ยากขึ้นกว่าปกติ เช่น การทำงานบ้าน การทำงานที่ต้องใช้สมาธิ หรือการออกกำลังกาย นอกจากนี้อาการปวดแบบเรื้อรังยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ และอารมณ์อีกด้วย อาจก่อให้เกิดอารมณ์เครียด หงุดหงิด หรือซึมเศร้า ไม่เพียงแต่ทุกข์ทรมานจากการอาหารปวดเมื่อยเท่านั้น แต่ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียยังจะต้องประสบปัญหาในการนอนหลับ เช่น การหลับไม่สนิท หรือการตื่นกลางดึก เนื่องจากอาการเจ็บปวดที่รบกวนการนอน

กายภาพบำบัดช่วยได้

การทำกายภาพบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย ผ่านการยืดกล้ามเนื้อด้วยท่าเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจีย ที่จะช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนที่ปวดเมื่อยมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น นอกจากช่วยเรื่องอาการปวดเมื่อยแล้ว การทำกายภาพบำบัดยังช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ผ่านการใช้เครื่องมือบำบัด การนวด หรือการใช้ความร้อน และความเย็นเข้าช่วย ขั้นตอนต่างๆเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องแคล่วได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องกังวลถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป

ทั้งนี้การทำกายภาพบำบัดยังช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะผู้เชี่ยวชาญสามารถแนะนำท่าทางในการทำกิจกรรมที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงาน การยืน หรือเดิน รวมถึงการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อที่อาจเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากการแนะนำท่าทางที่ปลอดภัยแล้ว นักกายภาพบำบัดยังสามารถช่วยแนะนำกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจีย เพื่อลดอาการเหนื่อยล้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวัน และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว

กายภาพบำบัดช่วยอะไรได้บ้าง?

 

การทำกายภาพบำบัดจะช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บ หรืออาการป่วยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน โดยการทำกายภาพบำบัดมีเป้าหมายคือ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหว และใช้ชีวิตได้ตามปกติ ดังนี้

  • บรรเทาอาการเจ็บปวดตามร่างกาย
  • พัฒนาการเคลื่อนไหวของร่างกาย
  • ป้องกัน หรือบรรเทาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการเล่นกีฬา
  • ช่วยให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติหลังได้รับการผ่าตัด
  • ฟื้นฟูร่างกายหลังได้รับอุบัติเหตุ
  • รักษาอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือข้ออักเสบ
  • ลดความเจ็บปวดจากอาการออฟิศซินโดรม
  • รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
 กายภาพบำบัดกับโรคไฟโบรมัยอัลเจีย

 

สำหรับการเข้ารับการบำบัดในครั้งแรก นักกายภาพบำบัดจะทำการสอบถามถึงอาการเจ็บปวดต่างๆที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆของร่างกาย โดยคำถามจะรวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย การใช้ชีวิตประจำวัน การนอนหลับ และประวัติการใช้ยา เพื่อนำมาประเมิณและวินิจฉัยโรคในเบื้องต้น หลังจากนั้นนักกายภาพจะทำการทดสอบโดยการประเมิณร่างกาย ดังนี้

  • ทดสอบความสามารถในการเคลื่อนไหว เช่น การเอื้อม งอ หรือจับสิ่งของต่างๆ
  • ความสามารถในการเดิน งอเข่า หรือการขึ้นบันได
  • อัตราการเต้นของหัวใจขณะทำกิจกรรมต่างๆ
  • การทรงตัวในท่าทางต่างๆ
  • กดคลึงทั่วร่างกายตามจุดต่างๆของกล้ามเนื้อ 18 จุด 

หลังจากที่ได้ทำการทดสอบครบถ้วนแล้ว นักกายภาพจะทำการกำหนดแผนในการรักษาผู้ป่วย เพื่อให้สอดคล้องกับความเจ็บป่วยที่คนไข้กำลังเผชิญ โดยแต่ละบุคคลจะมีระยะเวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้น นักกายภาพบำบัดจะทำการวางแผนการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอย่างยั่งยืน ในระยะเวลาที่เหมาะสม

Cr. https://primocare.com/fibromyalgia-and-physical-therapy/

Categories
บทความ

7 ท่ากายบริหารง่ายๆ หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

7 ท่ากายบริหารง่ายๆ หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การกลับมาใช้ชีวิตหลังการผ่าตัดนั้นในช่วงแรกๆ เราจะต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ การทำกายภาพบำบัดหรือกายบริหารในท่าที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นการช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างความแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กลับมาทำงานได้ดีและเป็นปกติเร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เราได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพและมีความสุขมากขึ้นด้วย ทั้งนี้ การบริหารข้อเข่าหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะมีท่าที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็นท่าที่ควรทำใน 1-7 วันแรกหลังผ่าตัดจำนวน 5 ท่า และท่าที่ควรทำหลังจากผ่าตัดไปแล้ว 7 วัน จำนวน 2 ท่า ดังนี้

ท่าบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดแล้ว 1-7 วันแรก
1. Ankle Pump

  1. นอนหงาย
  2. นำหมอนมารองขาให้สูง
  3. กระดกข้อเท้าขึ้นและลง
  4. ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ


 


2. Knee Press

  1.  นอนหงาย
  2.  ม้วนผ้าขนหนูรองเอาไว้ใต้ข้อเท้า
  3.  เกร็งกล้ามเนื้อต้นขากดเข่าลงติดเตียง


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ


3. Heel Slides

  1.  นอนหงายขาเหยียดตรง
  2.  งอเข่าเข้าหาลำตัว โดยลากปลายเท้ามาชิดกัน (ส้นเท้าติดพื้นตลอดการเคลื่อนไหว)
  3.  เหยียดขากลับสู่ท่าเริ่มต้น


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ


4. Straight Leg Raise

  1.  นอนหงาย เหยียดขาตรง
  2.  เกร็งกล้ามเนื้อขาข้างที่บริหาร กระดกข้อเท้า ยกขาขึ้นสูง (เข่าเหยียดตรงตลอดช่วงการเคลื่อนไหว)
  3.  วางขาลงกลับสู่ท่าเริ่มต้น


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ



5. Sitting Knee Extension

  1. นั่งข้างเตียงหรือนั่งห้อยขาบนเก้าอี้ หนีบลูกบอลเอาไว้ระหว่างเข่า
  2.  เตะขาไปทางด้านหน้า เกร็งกล้ามเนื้อขาเอาไว้
  3.  เข่าเหยียดตรงให้ได้มากที่สุดด้วยกำลังขาของตนเอง
  4.  ค้างไว้ 10-20 วินาที หรือเท่าที่ทนไหว
  5.  งอเข่ากลับสู่ท่าเริ่มต้น


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ



ท่าบริหารและเพิ่มองศาข้อเข่าหลังการผ่าตัด หลัง 7 วัน
1. Towel Knee Range of Motion

  1. นั่งเหยียดขาทั้งสองข้างบนเตียง
  2. นำผ้าขนหนูคล้องใต้ฝ่าเท้าข้างที่บริหาร
  3. งอเข่า ออกแรงดึงผ้าขนหนูเข้าหาลำตัว
  4. ค้างไว้ 10-20 วินาที หรือเท่าที่ทนไหว
  5. เหยียดเข่ากลับสู่ท่าเริ่มต้น


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ




2. Bridging

  1. นอนหงาย ชันเข่าทั้งสองข้างขึ้นหนีบลูกบอลเอาไว้ระหว่างเข่า
  2. ยกสะโพกขึ้น
  3. ค้างเอาไว้ 10-20 วินาที หรือเท่าที่ทนไหว
  4. กลับสู่ท่าเริ่มต้น


ทำช้าๆ ท่าละ 10-20 ครั้ง วันละ 2-4 รอบ



          ทุกครั้งหลังทำกายบริหารหรือกายภาพบำบัด อย่าลืมประคบเย็นบริเวณเข่า 10-20 นาที จะช่วยลดอาการปวดและบวมของข้อเข่าได้

 

ขอบคุณบทความดีๆ จาก
ทีมนักกายภาพบำบัด.

Cr. https://www.paolohospital.com/th-TH/rangsit/Article/Details/บทความกระดูกและข้อ/7-ท่ากายบริหารง่ายๆ-หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

Categories
บทความ

วัยไหนก็ปวดเข่าได้ เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

วัยไหนก็ปวดเข่าได้ เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

วัยไหนก็ปวดเข่าได้
เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย


          อาการปวดเข่าไม่จำเป็นต้องรอให้อายุมากแล้วถึงจะมีอาการ ในปัจจุบันเราพบว่ามีกลุ่มคนช่วงอายุ 18 – 35 ปี จำนวนไม่น้อยที่มีอาการปวดเข่า ซึ่งสาเหตุนั้นอาจจะไม่ใช่ความเสื่อมตามวัยเสียทีเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย


วัยไหนก็ปวดเข่าได้ เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย



เช็กพฤติกรรมเสี่ยงทำให้ปวดเข่าก่อนวัย
  1. ใส่ส้นสูงประจำ เป็นเวลานาน
  2. น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
  3. ออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักไปที่เข่าประจำ
  4. ได้รับอุบัติเหตุที่เข่า
  5. พฤติกรรมที่ต้องนั่งหรือยืนนาน ๆ

เฝ้าระวังอาการปวดเข่า ที่เป็นสัญญาณเตือนของข้อเข่าเสื่อม
  1. เจ็บเมื่อต้องเดินทางไกล เดินเป็นเวลานาน
  2. มีอาการบวมแดง ปวดร้อนที่หัวเข่า
  3. ขึ้น-ลงบันไดแล้วมีอาการเจ็บแปลบ จังหวะยกขามีอาการแสบขัด ยกขาไม่สะดวก
  4. เหยียดขาออกได้ไม่สุด
  5. เมื่อยืนชิดกันเข่าทั้งสองมีลักษณะผิดรูปข้างใดข้างหนึ่ง
  6. มีเสียงในข้อเข่าเมื่อขยับขา

วัยไหนก็ปวดเข่าได้ เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย



อาการที่กล่าวมานั้นเป็นสัญญาณเตือนไปสู่โรคข้อเข่าอื่น ๆ ได้
  1. โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากภาวสะกระดูกอ่อนที่ข้อเข่า มีความเสื่อมหรือสึกหรอ มักพบมากในผู้สูงอายุ
  2. เก๊าท์ เกิดจากกรดยูริกในเลือดมีจำนวนมากเกินไปเป็นเวลานานและสะสมอยู่ในข้อ ทำให้เกิดอาการปวดบวม ตามข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าที่เป็นข้อต่อขนาดใหญ่
  3. รูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่ามีความสัมพันธ์กับโรคภูมิต้านทานตัวเองหรือไม่ แต่มีปัจจัยเกี่ยวข้องที่พบในผู้ป่วยรูมาตอยด์ ได้แก่ ข้อเข่าติดเชื้อ มีคนในครอบครัวเคยเป็นรูมาตอยด์ ความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ ระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

          อาการปวดเข่าจึงอาการไม่ที่ไม่ใช่ควรปล่อยเอาไว้ให้เป็นอาการเรื้อรัง การตรวจสุขภาพด้วยการเอกซเรย์เข่า สามารถทำให้เราทราบถึงต้นเหตุของอาการปวดเข่าได้ เพื่อรักษาอย่างทันท่วงที


ขอบคุณบทความดี ๆ จาก 
นพ.สุพจน์ แพทย์วงษ์
 
Cr. https://www.paolohospital.com/th-TH/rangsit/Article/Details/บทความกระดูกและข้อ/วัยไหนก็ปวดเข่าได้-เช็กพฤติกรรมเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย