Categories
บทความ

ปวดกระดูกต้นคอ…สัญญาณเสี่ยง “กระดูกคอเสื่อม”

ในปัจจุบันพบผู้คนที่มีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน ผู้คนมักจะก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอขึ้นมาได้

หากอาการปวดกินเวลานาน ไม่ควรนิ่งนอนใจ

อาการปวดกระดูกต้นคอ เป็นอาการปวดกล้ามเนื้อคอที่หลายคนสามารถเป็นได้บ่อยๆ โดยส่วนใหญ่แล้วอาจจะไม่ได้มีสาเหตุที่ร้ายแรงและสามารถทุเลาลงภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าอาการปวดต้นคอนั้นกินเวลานานติดต่อกันมากกว่าหนึ่งสัปดาห์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษา เพราะอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่กระดูกคอเสื่อมก็เป็นได้

ภัยเงียบที่แฝงมากับอาการปวด

กระดูกต้นคอ หรือข้อกระดูกต่างๆ ย่อมมีความเสื่อมตามวัยที่มากขึ้น และภาวะกระดูกคอเสื่อมจะแสดงอาการมากน้อยแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ซึ่งมีปัจจัยหลายประการมาประกอบ เช่น ขนาดของน้ำหนักตัว ภารกิจประจำวัน ภาวะหลวมคลอนของข้อกระดูกต่างๆ เป็นต้น อาการกระดูกคอเสื่อมนั้นเกิดจากการที่หินปูนที่เกาะบริเวณกระดูกและเอ็นไปกดเส้นประสาททำให้เกิดอาการปวดคอร้าว มักปวดหลังคอบริเวณ 2 ข้างของกระดูกสันหลัง อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงท้ายทอย หรือลงมาบริเวณสะบัก และปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือออกแรง

การป้องกันอาการปวดต้นคอและกระดูกคอเสื่อม

ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดต้นคอมักมีสาเหตุมาจากการจัดวางท่าทางไม่ถูกต้อง รวมทั้งภาวะกระดูกเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น ซึ่งวิธีป้องกันอาการดังกล่าวสามารถเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ดังนี้

– จัดท่าทางให้ถูกต้อง เมื่อยืนหรือนั่งควรให้ไหล่ตั้งตรงอยู่ในแนวเดียวกับสะโพก เช่นเดียวกับใบหูที่อยู่เหนือไหล่ในแนวเดียวกัน
– ควรเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ไม่ควรนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป
– จัดโต๊ะทำงาน โดยให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตา ปรับเก้าอี้ให้นั่งแล้วหัวเข่าอยู่ต่ำกว่าสะโพกเล็กน้อย และควรใช้เก้าอี้ทำงานที่มีที่พักแขน
– ไม่ควรคุยโทรศัพท์โดยแนบไว้ระหว่างไหล่กับหู ควรเปิดลำโพงหรือใช้หูฟังในการคุยโทรศัพท์แทน
– ไม่ควรแบกหรือสะพายกระเป๋าหนักๆ ไว้บนไหล่ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง
– ควรนอนให้ศีรษะและคออยู่ในแนวเดียวกับร่างกาย โดยใช้หมอนเล็กๆ รองคอไว้ นอนราบให้หลังติดที่นอนและใช้หมอนรองต้นขาให้สูงขึ้น

ทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกคอเสื่อม คือการป้องกันเสียตั้งแต่ต้น โดยหมั่นบริหารร่างกายให้มีคอที่แข็งแรง เพื่อลดความตึงตัวของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณคอ ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสมควบคู่ไปด้วย เพราะถึงแม้ว่าโรคกระดูกคอเสื่อมจะเป็นภาวะที่เกิดขึ้นตามวัย แต่เราก็อาจลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการดูแลตัวเอง

Cr. https://www.paolohospital.com/th-TH/chokchai4/Article/Details/ปวดกระดูกต้นคอ…สัญญาณเสี่ยง–กระดูกคอเสื่อม-

Categories
บทความ

อาการปวดก้นกบเกิดจากอะไร? เจ็บก้นกบรีบรักษาก่อนเรื้อรัง!

อาการปวดก้นกบเกิดจากอะไร? เจ็บก้นกบรีบรักษาก่อนเรื้อรัง!

อาการปวดเวลานั่ง ไม่ว่าจะนั่งกับพื้นหรือนั่งบนเบาะก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาโดยที่บางครั้งก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุกระแทกที่ก้นมาก่อน เป็นอาการที่มักพบค่อนข้างบ่อย แต่การวินิจฉัยโรคอาจทำได้ค่อนข้างยากเพราะเมื่อพูดถึงอาการปวดหลัง ปวดสะโพก ปวดก้นหลาย ๆ คน แม้กระทั่งแพทย์มักจะมองข้ามไปเพราะมักจะนึกไปถึงกลุ่มกระดูกทับเส้น การอักเสบของกล้ามเนื้อหรือสลักเพชรจมซะมากกว่า

อาการที่เชื่อว่ามีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกำลังเป็นอยู่แต่อาจยังได้รับการรักษาที่ยังไม่ถูกวิธีเพราะการวินิจฉัยที่ค่อนข้างยากนั้นก็คืออาการปวดก้นกบนั่นเอง

ในบทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับอาการปวดก้นกบคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดก้นกบมีอะไรบ้าง เกิดอาการปวดก้นกบแบบไหนต้องเข้ารับการรักษา มีวิธีแยกโรคปวดก้นกบกับโรคอื่น ๆ อย่างไร เมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นอาการปวดก้นกบจะมีวิธีรักษาอย่างไร รวมถึงแนะนำการบริหารแก้ปวดก้นกบที่สามารถปฏิบัติได้เองง่าย ๆ

ปวดก้นกบ (Tailbone Pain)

อาการปวดก้นกบเป็นอาการที่มักถูกมองข้ามเนื่องจากลักษณะอาการที่ผู้ป่วยเจอมักจะคล้ายกับอาการปวดจากโรคอื่นอย่างเช่น โรคกระดูกสันหลังเสื่อม โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปวดสะโพกร้าวลงขา โรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ แม้แต่โรคริดสีดวงทวารก็มีอาการปวดก้นเช่นกัน

โดยอาการปวดก้นกบนั้นมักจะสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยจะรู้สึกปวดก้นทุกครั้งที่นั่ง ไม่ว่าจะนั่งพื้นแข็งหรือจะนั่งเบาะนิ่มก็ตาม และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนทางนั่งเป็นท่ายืน หรือหากอาการปวดก้นกบรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดก้นขณะขับถ่ายอุจจาระได้อีกด้วย

 

กระดูกก้นกบ คืออะไร

กระดูกก้นกบ

กระดูกก้นกบเป็นกระดูกส่วนปลายที่ต่อมาจากกระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 5 ลงมา ลักษณะของกระดูกก้นกบจะเป็นทรงสามเหลี่ยมคว่ำประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 5 ชิ้นเชื่อมต่อจนเป็นกระดูกชิ้นเดียวกันที่มีความแข็งแรงมาก และเป็นกระดูกที่เชื่อมติดกับกระดูกกระเบนเหน็บซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากกระดูกก้นกบ

กระดูกก้นกบจะไม่สามารถขยับ เคลื่อนไหวได้เหมือนกับกระดูกสันหลัง แต่มีหน้าที่รับน้ำหนักและกระจายแรงขณะนั่ง และยังเป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณอุ้งเชิงกรานอีกด้วย

 

สาเหตุอาการปวดก้นกบ

ตกบันได ก้นกบกระแทก

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่ากระดูกก้นกบเป็นกระดูกที่มีความแข็งแรงและไม่สามารถขยับข้อต่อระหว่างชิ้นกระดูกได้เหมือนกับกระดูกสันหลัง ดังนั้นอาการปวดจากการใช้งานเหมือนกระดูกสันหลังก็แทบจะไม่เกิดขึ้นสำหรับกระดูกก้นกบ ส่วนใหญ่แล้วอาการปวดก้นกบมักมาจากแรงกด แรงกระทำจากภายนอก

 

1. ภาวะกระดูกข้อเสื่อม

ถึงแม้ว่ากระดูกก้นกบจะมีความแข็งแรงมาก แต่เมื่ออายุมากขึ้นความแข็งแรงของกระดูกย่อมลดลงไปตามกาลเวลา อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่ากระดูกก้นกบยังประกอบไปด้วยกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 5 ชิ้น ดังนั้นเมื่อข้อกระดูกเสื่อมจึงทำให้ความแข็งแรงของกระดูกก้นกบลดลง และเกิดอาการปวดก้นกบขึ้นมาได้

 

2. อุบัติเหตุ

เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดก้นกบ การหกล้มก้นกระแทกพื้นจะทำให้กระดูกก้นกบกระแทกกับพื้นโดยตรง และทำให้เนื้อเยื่อเส้นเอ็นบริเวณก้นกบอักเสบ หรือหากร้ายแรงกระดูกก้นกบอาจร้าวหรือหักได้ หรือขั้นกระดูกสะโพกหักได้

อาการปวดก้นกบที่เกิดจากอุบัติเหตุสามารถวินิจฉัยว่าเกิดจากกระดูกก้นกบสามารถทำได้ด้วยการเอกซเรย์ เนื่องจากการเอกซเรย์จะทำให้เห็นความผิดปกติของกระดูกก้นกบได้

 

3. การตั้งครรภ์

เนื่องจากร่างกายจะต้องปรับสรีระใหม่เพื่อรองรับทารกในครรภ์ ดังนั้นจึงมีการหลั่งฮอร์โมนเพศหญิงออกมามากกว่าปกติเพื่อทำให้ข้อต่อเส้นเอ็นขยายตัว โดยเฉพาะบริเวณอุ้งเชิงกรานเพราะเป็นบริเวณที่ทารกในครรภ์อยู่และเป็นบริเวณที่คลอดทารกด้วย 

การขยายของเส้นเอ็นและข้อต่อจะทำให้ความแข็งแรงมั่นคงของข้อต่อลดลง โดยเฉพาะบริเวณที่ทารกอยู่อย่างช่วงกระดูกสันหลังส่วนล่างและกระดูกก้นกบ และเมื่อมีแรงกดจากน้ำหนักตัวที่มากขึ้นจึงทำให้เกิดอาการปวดก้นกบได้ง่าย

 

4. ภาวะอ้วนลงพุง

ภาวะอ้วนลงพุงจะทำให้สรีระของร่างกายเปลี่ยนไป หน้าท้องที่ยื่นออกมาจะไปดึงให้แนวกระดูกสันหลังแอ่นตามไปด้วย และการที่กระดูกสันหลังแอ่นกระดูกก้นกบที่เป็นส่วนท้ายของกระดูกสันหลังจึงแอ่นเช่นเดียวกัน และการที่แนวกระดูกสันหลังและกระดูกก้นกบเปลี่ยนไปทำให้การกระจายแรงเพื่อรับน้ำหนักจึงทำได้ไม่ดี และทำให้เกิดอาการปวดก้นกบตามมา

 

5. การนั่งพื้นที่แข็ง

กระดูกก้นกบจะอยู่บริเวณเหนือร่องก้น หากลองใช้มือกดเหนือร่องก้นจะพบกระดูกแข็ง ๆ ซึ่งกระดูกก้นกบจะสามารถสัมผัสกับพื้นโดยตรงเวลาอยู่ในท่านั่ง หากนั่งกับพื้นที่แข็งจะทำให้กระดูกก้นกบที่สัมผัสกับพื้นถูกแรงกดมากเกินไป และทำให้เกิดอาการปวดก้นกบได้ 

 

อาการปวดก้นกบอักเสบ

ผู้ป่วยที่เป็นก้นกบอักเสบ กระดูกก้นกบเคลื่อน กระดูกก้นกบร้าวหรือหักจะพบอาการเหล่านี้

 

  • ปวดบั้นท้ายตรงกลางเวลาอยู่ในท่านั่ง 
  • อาการปวดก้นกบอาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้
  • ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดก้นกบได้ตั้งแต่ปวดเล็กน้อยจนไปถึงปวดรุนแรง
  • เมื่อมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เช่นจากนั่งเป็นยืน จะรู้สึกปวดก้นกบมากขึ้น
  • บางครั้งอาจรู้สึกปวดก้นกบขณะขับถ่าย
  • กดเจ็บบริเวณกระดูกก้นกบ
  • อาจพบอาการชาบริเวณกระดูกก้นกบหรือทวารหนัก
  • อาจมีอาการปวดบริเวณอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นปวดเอว ปวดหลัง

 

ปวดก้นกบแบบไหนควรพบแพทย์

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดก้นกบมักจะรู้สึกปวดขณะที่ก้นสัมผัสกับพื้น เนื่องจากกระดูกก้นกบจะต้องรับแรงกดและสัมผัสกับพื้นโดยตรงทำให้ผู้ป่วยหลายคนมักจะหลีกเลี่ยงการนั่ง ทำให้หลาย ๆ ครั้งก็มักจะรู้สึกว่าอาการหายไปเอง ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณเนื้อเยื่อหรือกระดูกก้นกบได้ฟื้นฟูตัวเองจนหายแล้ว โดยส่วนมากมักจะหายได้เองในช่วง 2-3 สัปดาห์

แต่เมื่อใดที่อาการปวดก้นกบไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ รู้สึกปวดทุกครั้งเมื่อนั่งหรือเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อลองใช้นิิ้วกดบริเวณกระดูกก้นกบจะรู้สึกเจ็บมาก ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการปวด เพราะในบางครั้งอาการปวดก้นกบอาจไม่ได้เกิดจากการอักเสบเพียงอย่างเดียว อาจเกิดจากการแตกหักหรือมีเนื้องอกบริเวณกระดูกก้นกบ หรืออาจเป็นโรคอื่น ๆ ที่มีลักษณะอาการปวดคล้าย ๆ กันก็ได้

 

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เจ็บก้นกบ วินิจฉัยอย่างไร

เมื่อผู้ป่วยเข้าพบแพทย์ด้วยอาการปวดก้นจะมีแนวทางการวินิจฉัยโรคดังนี้

 

1. การตรวจร่างกาย ซักประวัติ

อันดับแรกแพทย์จะทำการซักประวัติผู้ป่วยทั้งพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดก้นกบอักเสบ อุบัติเหตุหรือการตั้งครรภ์และคลอดบุตรในช่วงเร็ว ๆ นี้ 

หากมีพฤติกรรมเข้าข่ายที่ทำให้เกิดการอักเสบของก้นกบ หรือเพิ่งเกิดอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้น หรืออยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ เพิ่งคลอดบุตร แพทย์จะส่งให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจที่ละเอียดอีกครั้งเพื่อหาจุดแตกหักหรือความผิดปกติที่บริเวณก้นกบ

 

2. การเอกซเรย์

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดก้นกบและแพทย์สงสัยว่าอาจเกิดจากการร้าวหรือแตกหักของกระดูกก้นกบ แพทย์จะส่งให้ผู้ป่วยเข้ารับการเอกซเรย์ ทั้งนี้แพทย์จะสามารถเห็นความผิดปกติของกระดูกก้นกบอย่างการแตกหักหรือมีรอยร้าวได้จากภาพเอกซเรย์

 

3. การตรวจ CT Scan

บางครั้งการเอกซเรย์อาจทำให้เห็นรอยโรคได้ไม่ชัดเจน แพทย์อาจส่งตัวผู้ป่วยเข้ารับการตรวจด้วย CT scan เนื่องจากภาพจากการทำ CT scan จะทำให้เห็นโครงสร้างภายในได้ดีกว่าการเอกซเรย์

 

4. การตรวจ MRI

หากแพทย์สงสัยว่าอาการปวดก้นกบเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ กระดูกก้นกบ หรืออาจตรวจหาการแตกหักของกระดูกก้นกบไม่เจอ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ MRI ซึ่งการตรวจ MRI จะสามารถเห็นภาพโครงสร้างภายใน โดยเฉพาะเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ เส้นประสาทได้อย่างชัดเจน 

 

ปวดก้นกบรักษาอย่างไร

โดยส่วนใหญ่อาการปวดก้นกบสามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาแต่อย่างใด แต่ก็สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดก้นกบได้ไม่ว่าจะรักษาด้วยตนเองหรือรักษาทางการแพทย์ ดังนี้

 

การบรรเทาอาการด้วยตัวเองเบื้องต้น

ปวดก้นกบรักษาอย่างไร

ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการปวดก้นกบได้ด้วยตนเองด้วยวิธีดังนี้

 

  • ประคบเย็น-ประคบร้อน

หากอาการปวดก้นกบมาจากอุบัติเหตุล้มก้นกระแทกพื้น ให้ใช้การประคบเย็นบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุทันทีหรือภายใน 48 ชั่วโมง ความเย็นจะช่วยลดการไหลเวียนของเลือดและเมื่อเลือดไม่ไหลไปบริเวณที่บาดเจ็บก็จะทำให้อาการปวดลดลง

และหลังเกิดอุบัติเหตุไปแล้ว 48 ชั่วโมงให้ใช้การประคบร้อนบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยให้เลือดกลับมาไหลเวียนได้ดีขึ้น เมื่อเลือดไหลเวียนดีจะทำให้อาการบาดเจ็บหายเร็วขึ้น

 

  • ปรับท่านั่ง

เพราะการเจ็บกระดูกก้นกบสัมพันธ์กับท่านั่งโดยตรง ผู้ป่วยควรปรับท่าทางการนั่งให้ถูกวิธี โดยให้นั่งหลังตรงหรือโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อยแทนการนั่งเอนไปด้านหลัง เนื่องจากการเอนไปข้างหลังจะเป็นการเพิ่มแรงกดให้กับกระดูกก้นกบ

 

  • ใช้หมอนหลุมหรือหมอนรูปโดนัท

อีกวิธีที่สามารถทำได้ง่ายและช่วยลดอาการปวดก้นกบได้ดีคือการใช้เบาะรองนั่งที่มีหลุมหรือหมอนรูปโดนัท เพราะหมอนหรือเบาะรองนั่งลักษณะนี้ทำให้กระดูกก้นกบไม่สัมผัสกับตัวหมอนหรือเบาะรองนั่ง การกดทับของกระดูกก้นกบจึงน้อยลง

 

  • เปลี่ยนอิริยาบถเป็นประจำ

การนั่งอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จะทำให้กระดูกก้นกบต้องรับแรงกดมาก และเกิดการอักเสบขึ้นได้ง่าย ดังนั้นเพื่อลดการกดทับจึงควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ 

 

  • ยืดบริหารร่างกาย

การบริหารร่างกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็งแรงขึ้น การที่กล้ามเนื้อแข็งแรงจะช่วยซัพพอร์ตแรงกดได้ดีขึ้น อาการปวดก้นกบจากแรงกดจึงลดลง

 

การรักษาทางการแพทย์

ก้นกบอักเสบ รักษา

หากการบรรเทาอาการปวดก้นกบด้วยตนเองไม่สามารถลดอาการปวดก้นกบได้ อาจต้องเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ด้วยวิธีต่าง ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการปวดก้นกบว่ามากน้อยเพียงใด ดังนี้

 

  • การใช้ยาบรรเทาอาการปวด

ขั้นแรกของการรักษาอาการปวดก้นกบแพทย์มักจะให้ใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น ยากลุ่ม NSAID เช่น ไอบูโพรเฟน เพื่อลดอาการปวดและบวม

 

  • การทำกายภาพบำบัด

อีกวิธีในการรักษาอาการปวดก้นกบ สามารถใช้การทำกายภาพบำบัดเพื่อลดอาการปวดได้ เช่นการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ การทำ shortwave เป็นต้น

 

  • การฉีดสเตียรอยด์

หากผู้ป่วยผ่านการรักษาด้วยการใช้ยาบรรเทาอาการปวดหรือทำกายภาพบำบัดแต่ไม่ได้ผล แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาอาการปวดก้นกบด้วยการฉีดสเตียรอยด์กดอาการปวดได้ 

 

  • การรักษาด้วยการผ่าตัด

ถ้าผู้ป่วยผ่านการรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผลทั้งหมด แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด โดยการผ่าตัดกระดูกก้นกบออก โดยวิธีการผ่าตัดจะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น

 

5 ท่ากายบริหารแก้ปวดก้นกบ

กายบริหารแก้ปวดก้นกบ

อาการปวดก้นกบสามารถแก้ได้ด้วยการบริหารยืดกล้ามเนื้อช่วงอุ้งเชิงกราน ในหัวข้อนี้จะขอยกตัวอย่างท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดก้นกบ 5 ท่า ดังนี้

 

ท่าที่ 1

นอนหงายโดยให้เท้าทั้งสองข้างราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นทั้งสองข้าง พักข้อเท้าของขาขวาไว้บนเข่าของขาซ้าย จากนั้นให้ดึงต้นขาซ้ายเข้าชิดหน้าอกจนรู้สึกตึง 10 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง จากนั้นให้เปลี่ยนเป็นอีกข้างแล้วทำเช่นเดียวกัน

 

ท่าที่ 2

นอนหงายโดยให้เท้าทั้งสองข้างราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นข้างหนึ่ง อีกข้างให้ยกขึ้นตรง ๆ โดยที่ปลายเท้าชี้ขึ้น แล้วเอามือทั้งสองจับใต้ข้อพับเข่าไว้แล้วดึงเข้าหาลำตัวให้มากที่สุด ค้างเอาไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง จากนั้นให้เปลี่ยนข้างแล้วทำเช่นเดียวกัน

 

ท่าที่ 3

นอนหงายโดยให้เท้าทั้งสองข้างราบไปกับพื้น จากนั้นให้ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างมือวางข้างลำตัว จากนั้นให้ยกก้นขึ้น ค้างไว้ 5 วินาทีแล้วค่อย ๆ วางลง ทำซ้ำทั้งหมด 30 ครั้ง

 

ท่าที่ 4

นอนหงายโดยให้เท้าทั้งสองข้างราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นข้างหนึ่งเบี่ยงไปหาสะโพกของอีกข้างหนึ่ง ใช้มือทั้งสองข้างกอดเข่าแล้วช่วยบิดไปทางสะโพกของอีกฝั่งไว้จนรู้สึกตึง ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำทั้งหมด 10 ครั้ง จากนั้นให้เปลี่ยนข้างแล้วทำเช่นเดียวกัน

 

ท่าที่ 5

นอนหงายโดยให้เท้าทั้งสองข้างราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับกางแขนไปข้างลำตัว จากนั้นให้บิดสะโพกไปด้านหนังพร้อมกับหนังหน้าไปทางทิศตรงข้ามจนรู้สึกตึงที่หลัง ทำสลับกันไปมาทั้งหมด 30 ครั้ง

 

แนวทางการป้องกันการปวดก้นกบ

อาการปวดก้นกบสามารถป้องกันได้ ดังนี้

 

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดแรงกดกับกระดูกก้นกบมาก ๆ เป็นเวลานาน เช่น การปั่นจักรยานนาน ๆ การนั่งเป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
  • ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุการล้มก้นกระแทกพื้นที่จะทำให้เกิดอาการปวดก้นกบ เช่น ไม่ปล่อยให้พื้นเปียกน้ำ ไม่เดินเล่นมือถือขณะเดินหรือขึ้นบันได ระวังสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ขณะเดิน
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ เพราะหากน้ำหนักมากมวลในร่างกายมากมักทำให้กระดูกก้นกบต้องรับแรงกดมากขึ้นไปด้วย

 

ข้อสรุป

อาการปวดก้นกบเป็นอาการที่มักถูกมองข้ามเพราะมีหลาย ๆ โรคที่มีอาการคล้ายกับอาการปวดก้นกบ อย่างไรก็ตามอาการปวดก้นกบเป็นอาการที่สามารถหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์โดยไม่ต้องรับการรักษา แต่อย่างไรก็ตามหากอาการปวดก้นกบเป็นมากขึ้นจนเรื้อรังและเป็นนานกว่าหลายสัปดาห์ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.samitivejchinatown.com/th/health-article/tailbone-pain

Categories
บทความ

เช็ก 5 สัญญาณเตือน “เข่าเสื่อม” เสียงในเข่า-งอไม่ได้ เข้าข่ายหรือไม่?

เช็ก 5 สัญญาณเตือน “เข่าเสื่อม” เสียงในเข่า-งอไม่ได้ เข้าข่ายหรือไม่?

“เข่าเสื่อม” คือ ความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่ “ข้อเข่า” มีหลายสาเหตุและปัจจัย ทั้งมีน้ำหนักตัวมาก,เกิดอาการบาดเจ็บ,หรือแม้แต่กรรมพันธุ์ เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจกระทบต่อชีวิตประจำวันได้

กลไกที่ทำให้เกิดเข่าเสื่อม

เพราะคนส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพข้อเข่าเท่าที่ควร เพราะเข่าถือเป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้รองรับน้ำหนักตัว ทั้งการยืน การเดิน การวิ่ง เมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อบริเวณรอบหัวเข่าที่ช่วยในการพยุง จะค่อยๆ อ่อนแอลง ภาระหน้าที่การรับน้ำหนักจึงตกไปอยู่ที่ข้อเข่ามากขึ้น ทำให้กระดูกข้อต่อ และกระดูกอ่อนของหัวเข่าเสื่อมสภาพลง และเมื่อได้รับแรงกระแทกอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดอาการอักเสบ เจ็บปวดบริเวณข้อเข่า และทำให้มีอาการบวมได้

5 สัญญาณที่อาจนำไปสู่โรคเข่าเสื่อม

เสียงกรอบแกรบในเข่า ปกติแล้วกระดูกต้นขาและผิวกระดูกหน้าแข้งผิวทั้ง2ชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกรองอยู่ ทำหน้าที่ รับนํ้าหนัก กระจายแรง ป้องกันไม่ให้ผิวกระดูกชนกัน และช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น และเสียงกรอบแกรบที่ได้ยินคือการเสียดสีกัน เพราะเมื่อหมอนรองกระดูกเสื่อมสลายหรือน้อยลงไป จะทำให้ผิวกระดูกเสียดสีกันจนเกิดเสียงดังครืดคราดขึ้น

ข้อเข่าฝืดแข็ง หากตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกข้อเข่าฝืดแข็ง เหยียดหรืองอลำบาก ต้องใช้เวลายืดเหยียดเข่าอยู่พักใหญ่ๆ กว่าจะลุกขึ้นมาเดินได้ โดยเกิดจากนํ้าหล่อเลี้ยงข้อเข่าน้อยลง จะทำให้หมอนรองกระดูกได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จนหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพไวขึ้นได้เช่นกัน

ปวดเสียวภายในข้อเข่า อาการปวดนั้นสามารถเกิดได้จาก 2 สาเหตุหลัก คือ

 

  • เกิดจากกล้ามเนื้อรอบๆ เข่ามีความตึงตัวสูง จากการที่เข่าทรุดตัวจึงทำให้กล้ามเนื้อต้องเกร็งค้างไว้ และเมื่อเกร็งค้างนานๆ จึงทำให้เกิดอาการปวดในที่สุด
  • เกิดจากผิวกระดูกเสียดสีกัน เนื่องจากภายในกระดูกของคนเราจะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ เมื่อผิวกระดูกเสียดสีกันจึงทำให้เกิดอาการปวดขึ้น ซึ่งนอกจากนี้ยังเกิดจากผิวกระดูกที่เสียดสีกันจนเสียหายงอกขึ้นมาใหม่ ทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกขึ้นมารอบๆ แล้วไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบๆ เข่า ทำให้เกิดอาการปวดเข่าในที่สุด และจะยิ่งปวดมากเมื่อเดินลงนํ้าหนัก

 

ข้อเข่าติดแข็ง โดยปกติจะงอเข่าได้เต็มช่วง คือ พับเข่าได้สุด เหยียดเข่าได้สุด แต่เมื่อเกิดอาการเข่าเสื่อมเราจะไม่สามารถงอเข่าได้สุด และอาจจะรู้สึกปวดเข่าจี๊ดขึ้นมาทันที หรือรู้สึกขัดๆ ในกระดูกทำให้ไม่สามารถงอเข่าต่อได้

กล้ามเนื้อรอบๆ เข่าอ่อนแรง เมื่อยง่าย โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  • ระยะแรก จะเริ่มปวดเข่าตอนเคลื่อนไหว เช่น เดิน วิ่ง ขึ้นบันได ย่อขา แต่อาการจะหายไปหรือดีขึ้นเมื่อทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้ข้อเข่า รวมถึงอาจจะมีอาการเสียวหัวเข่า ข้อฝืดเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน และเมื่อขยับข้อก็จะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ
  • ระยะรุนแรง อาการปวดเข่าเจ็บเข่าจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งอาจปวดเวลากลางคืนเมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่ จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้าหากมีการอักเสบจะมีข้อบวมร้อนและตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่าเหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่งหลวมหรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบากและมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

 

ผู้ที่มีอาการตามที่กล่าวไปนั้น หากมีอาการติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและหาทางรักษาที่ถูกต้อง

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.pptvhd36.com/health/care/2203

Categories
บทความ

“เสียงข้อเข่า” บอกอะไรเราได้บ้าง ? เช็กอาการข้อเสื่อมและวิธีป้องกัน

“เสียงข้อเข่า” บอกอะไรเราได้บ้าง ? เช็กอาการข้อเสื่อมและวิธีป้องกัน

เสียงจากเข่า ขณะลุกเดินหรือยืดขา เสียงจากข้อเท้าเวลาขยับข้อเท้า อาจจะกำลังบอกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างของร่างกายอยู่ก็เป็นได้

ยิ่งอายุมากขึ้นทำอะไรยิ่งต้องระวัง หมั่นสังเกตอยู่เสมอ อย่างเช่น เวลาทำกิจกรรมบางอย่าง แล้วได้ยินเสียงตามข้อต่างๆ ดังกรอบแกรบ เช่น เสียงจากเข่า ขณะลุกเดินหรือยืดขา เสียงจากข้อเท้าเวลาขยับข้อเท้า อาจจะกำลังบอกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่างของร่างกายอยู่ก็เป็นได้

เสียงดังในข้อ อาจมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักๆ เกิดจากก๊าซในน้ำไขข้อกลายเป็นฟอง อย่างกรณีเมื่อหักข้อนิ้วมือ ก็จะทำให้ปลอกหุ้มข้อต่อขยายออก ในขณะที่แรงดันในข้อลดลง ก๊าซที่ละลายอยู่ในน้ำไขข้อจึงผุดเป็นฟองแล้วรวมตัวกันเป็นฟองก๊าซขนาดใหญ่

เมื่อยืดข้อต่อออกไปอีก น้ำไขข้อจะไหลกลับเข้าสู่ข้ออีกครั้ง ทำให้ฟองก๊าซขนาดใหญ่เหล่านั้นยุบลงเป็นฟองขนาดเล็กอย่างรวดเร็วจึงทำให้เกิดเสียงดังภายในข้อหรืออาจเกิดจากการเคลื่อนไหวของข้อ กระดูกอ่อน และเอ็นรอบๆ ข้อ ซึ่งมักจะเป็นบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า รวมถึงมีอาการข้อเสื่อมจนทำให้พื้นที่ผิวข้อขรุขระ เมื่อมีการเสียดสีกันจึงทำให้เกิดเสียงได้

เช็คอาการ “ข้อเข่าเสื่อม”

 

  • ปวดเข่า บริเวณข้อ ปวดเรื้อรัง ปวดมากขึ้นเมื่อมีการใช้งาน และทุเลาลงเมื่อพักการใช้งาน
  • มีเสียงในข้อเข่า เมื่อขยับเคลื่อนไหว
  • ข้อเข่าตึง ฝืด เมื่อพักการใช้งานข้อเข่าเป็นเวลานาน
  • ปวดเสียวที่ข้อเข่าเมื่อขึ้น-ลงบันได
  • เข่าเปลี่ยนรูป เกิดจากการเสื่อมของเข่า และเกิดกระดูกงอก ทำให้เข่าเปลี่ยนรูป

 

หากปล่อยไว้นานไม่ทำการรักษา อาจจะรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถเดินได้ เพื่อการรักษาข้อเข่าให้อยู่กับเราได้อีกนาน หากมีอาการควรรีบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

 

วิธีดูแลตัวเองให้ห่างโรคข้อ

 

 

  • ควบคุมน้ำหนัก เพราะหนึ่งในสาเหตุใหญ่ของปัญหาเกี่ยวกับข้อ ก็คือความอ้วน ยิ่งมีน้ำหนักตัวมากเท่าไร ข้อต่อต่างๆ ในร่างกายก็ยิ่งต้องรับภาระอันหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น
  • อย่าอยู่ในท่าเดิมนานๆ ให้ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ โดยเฉพาะท่าทางที่ผิดและส่งผลเสียต่อข้อ อย่างการนั่งยองๆ หรือบางคนชอบยืนทิ้งน้ำหนักตัวไปด้านเดียว หมั่นขยับตัว ยืดแขนยืดขา เพื่อบริหารข้อต่อให้ใช้งานได้ดีและป้องกันความเสื่อมไว้เสมอ
  • ไม่หักโหมออกกำลังกายจนเกินไป และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะหากออกกำลังกายหนักเกินไป จะส่งผลโดยตรงต่อข้อและกระดูก แต่หากอยากออกกำลังกายจริงๆ ก็ควรทำควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อจะช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ ของข้อต่อ เมื่อร่างกายต้องเคลื่อนไหวรุนแรง โดยเฉพาะการมีกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังที่ดี จะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังรับภาระการเคลื่อนไหวและแรงต่างๆ น้อยลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของอาการหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมได้มาก
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดบ่อยเกินความจำเป็น เช่น สเตียรอยด์แบบฉีด เพื่อลดการอักเสบของข้อ เพราะหากใช้บ่อยๆ อาจส่งผลต่อข้อกระดูก ทำให้ข้อเสียและกระดูกบางลงได้

อาการข้อเสื่อม หากไม่ป้องกันเสียตั้งแต่ต้น นอกจากจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานและทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้นแล้ว ยังเป็นโรคที่ยากจะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติ ดังนั้นป้องกันไว้ดีกว่าแก้ 

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.pptvhd36.com/health/care/2428

Categories
บทความ

“หัวเข่าลั่น” แบบไหนอันตราย? สัญญาณแรกของข้อเข่าเสื่อม

“หัวเข่าลั่น” แบบไหนอันตราย? สัญญาณแรกของข้อเข่าเสื่อม

“หัวเข่าลั่น” หลายคนคงกร๊อบแกร๊บๆ ที่หัวเข่า จนเป็นเรื่องปกติ จนปล่อยปะละเลย แต่รู้หรือไม่? หัวเข่าลั่นแล้วมีอาการปวดร่วมเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อมได้

หัวเข่าลั่น เกิดจากแก๊สที่อยู่บริเวณรอบหัวเข่ามีการสะสมกันที่ด้านในของน้ำเลี้ยงข้อเข่าจนเป็นฟองแก๊สในน้ำเลี้ยงข้อเข่า เมื่อมีการขยับหรือมีการงอเข่า ฟองแก๊สนั้นก็จะแตกตัวและทำให้เกิดอาการหัวเข่าลั่นได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในขณะที่ต้องงอเข่ามากๆ เช่น การนั่งยองๆ การนั่งคุกเข่า หรือการนั่งพับเพียบนานๆ ซึ่งอาการหัวเข่าลั่นก็อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมตามมาได้

อาการหัวเข่าลั่น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี

 

  • หัวเข่าลั่นแต่ไม่มีอาการปวด ในกรณีที่ขยับเข่า งอเข่า หรือเหยียดเข่าแล้วมีอาการหัวเข่าลั่น แต่ไม่มีอาการเจ็บใดๆ ตามมา อาจเป็นเพียงแค่การขยับของกระดูกอ่อนที่บริเวณข้อเข่าให้เข้าที่ จึงไม่ใช่อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม แต่ทั้งนี้ หากปล่อยไว้นานเข้าก็อาจส่งผลทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมตามมาได้เช่นกัน
  • หัวเข่าลั่นแล้วรู้สึกปวด ในกรณีที่มีการงอหรือเคลื่อนไหวบริเวณเข่าแล้วเกิดอาการหัวเข่าลั่นและมีอาการปวดตามมา หรือรู้สึกปวดเมื่อได้รับแรงกดบริเวณเข่า นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อม และหากรู้สึกเหมือนมีอะไรฝืดๆ ติดขัดทุกครั้งที่มีการขยับข้อเข่า อาจแสดงถึงการมีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว

 

ส่วนการรักษานั้นแพทย์จะทำการตรวจด้วยการเอกซเรย์บริเวณหัวเข่าของผู้ป่วย หากผลการเอกซเรย์พบว่าเป็นอาการของข้อเข่าเสื่อม ก็จะรักษาตามระยะของอาการที่พบ โดยมีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานยา การฉีดยา การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัดหากพบว่ามีอาการข้อเข้าเสื่อมรุนแรงมาก

ดูแลตัวเองให้ไว…ห่างไกลข้อเข่าเสื่อม

 

  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เพราะจะทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักมากเกินไป จนเกิดอาการปวดสะสมได้
  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือทำกิจวัตรที่ต้องงอเข่าเป็นเวลานานๆ เช่น นั่งยองๆ นั่งพับเพียบ หรือเดินขึ้นบันไดบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ส่งผลต่อการรับน้ำหนักของข้อเข่า
  • หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีผลต่อการกระแทกข้อเข่า เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล และเทนนิส เป็นต้น
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • เลือกใช้เก้าอี้ที่มีที่รองแขน เวลาลุกให้ใช้แขนพยุงเพื่อไม่ให้หัวเข่ารับน้ำหนักมากเกินไป
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง และคอลลาเจนสูง เพื่อบำรุงกระดูกให้แข็งแรง

 

อย่างไรก็ตามอาการหัวเข่าลั่น ไม่ได้ร้ายแรงอะไรหากไม่มีอาการปวดร่วมด้วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการปวดร่วมด้วยมักเป็นสัญญาณของความผิดปกติบริเวณข้อเข่า ควรหาโอกาสไปพบแพทย์เพื่อตรวจ วินิจฉัยและรับการรักษาอย่างตรงจุด เพราะข้อเข่านั้นมีความสำคัญกับการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.pptvhd36.com/health/care/3002

Categories
บทความ

7 อาหารบำรุงข้อเข่า เพิ่มแคลเซียมชะลอโรคกระดูกเสื่อม อร่อยหา

7 อาหารบำรุงข้อเข่า เพิ่มแคลเซียมชะลอโรคกระดูกเสื่อม อร่อยหาง่าย

ข้อเข่าเสื่อมแจไม่ใช่แค่โรคของผู้สูงอายุ แต่ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัยและสามารถเกิดได้กับคนที่อายุน้อยหรือที่เรียกว่าข้อเสื่อมก่อนวัย บางรายอาจจะมีอาหารกระดูกเปราะบางด้วย ฉะนั้นการเสริมวิตามิน แคลเซียม นับเป็นทางป้องกันที่ไม่ควรมองข้าม

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อเข่า ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อ และกระดูกบริเวณใกล้ข้อมีการสึกหรอและเสื่อมลงตามอายุ เมื่อไม่มีผิวกระดูกอ่อนมาห่อหุ้ม เนื้อกระดูกจึงมีการชนกันขณะรับน้ำหนัก จึงทำให้เกิดอาการปวดเข่า เข่าบวม ข้อยึดติด โดยจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ หัวเข่าก็จะผิดรูป และไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

ถึงแม้ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงที่สูงกว่าแต่ผู้มีอายุน้อยก็มีสิทธิและโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยได้ ทางที่ดีคือการป้องกัน และเลือกทานอาหารที่มีส่วนช่วยทำให้กระดูกและข้อแข็งแรงเพื่อป้องกันและชะลอการเสื่อมจะดีกว่า อย่างแน่นอน

อาหารป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

 

 

 

  • กุ้งแห้ง  โดย 1 ขีด มีแคลเซียมสูงถึง 2,300 มิลลิกรัม จะเสริมกระดูกให้แข็งแรง ก็แน่นอนว่าเราต้องกินแคลเซียมนี่ล่ะ แล้วแทนที่จะต้องกินแคลเซียมเสริมแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำไมถึงไม่เลือกกินแคลเซียมจากธรรมชาติอย่างกุ้งแห้งแทน

 

 

 

 

  • ฝรั่ง  วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม

 

 

 

 

  • ปลาทะเล อาทิปลาแซลมอน  หรือปลาทูธรรมดานี่ล่ะ จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่นอกจากเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ยังเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจน ที่จะช่วยเสริมสร้างข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ในร่างกายที่ถูกทำลายลง

 

 

 

 

  • งาดำ  มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย

 

 

  • ขิง ถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์

 

 

 

 

  • มะเขือเทศ แหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ได้ ไม่มากก็น้อย

 

 

 

 

  • น้ำเต้าหู้  ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนเช่นกัน วิธีง่ายๆ ที่จะได้สารอาหารก็แค่ ลองดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ แล้วลองสังเกตสิว่า ถ้าวางทิ้งไว้นานๆ ผิวหน้าจะเกาะตัวกันเป็นแผ่นเจล ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้ ที่สำคัญไม่ควรเติมน้ำตาลลงไปในน้ำเต้าหู้เยอะจนบดบังประโยชน์ทั้งหมดนะคะ

 

อย่างไรก็ตามควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อย่างหลากหลายและดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกาย หากมีอาการป่วยหรือร่างกายผิดปกติ ควรพบแพทย์ในทันที

Cr. https://www.pptvhd36.com/health/food/3708

ขอบคุณแหล่งที่มา :  https://www.sanook.com/health/26125/

Categories
บทความ

“ข้อเข่าเสื่อม” กับอาหารที่ผู้ป่วยควรกิน-ควรเลี่ยง เพื่อให้อาการดีขึ้น

"ข้อเข่าเสื่อม" กับอาหารที่ผู้ป่วยควรกิน-ควรเลี่ยง เพื่อให้อาการดีขึ้น

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ โรคนี้เกิดจากการเสียดสีกันของกระดูกใต้ผิวข้อเข่า หรือผิวข้อเข่าสึกหรอ จนส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเข่า เดินได้ไม่ปกติ ข้อเข่าผิดรูป ใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่สะดวก และอาจทำให้ทุพพลภาพได้ด้วย การรักษาโรคข้อเข่าอักเสบ นอกจากการใช้ยา การควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา และเปลี่ยนท่านั่งแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินก็สำคัญไม่แพ้กัน แล้ว อาหารสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม ที่ผู้ป่วยควรกินและควรเลี่ยงเพื่อให้ข้อเข่าแข็งแรงขึ้นจะมีอะไรบ้าง Hello คุณหมอ จะพาไปดูกัน

อาหารสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม

อาหารที่ควรกิน

  • นมวัว และผลิตภัณฑ์จากนมวัว

นมวัว และผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น ชีส โยเกิร์ต คือแหล่งแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น อีกทั้งในนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวยังมีโปรตีนที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วย เมื่อกระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าแข็งแรง อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมก็จะลดลง แต่สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก แนะนำว่า ควรเลือกนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมชนิดไขมันต่ำ จะดีต่อการควบคุมน้ำหนักมากกว่า

  • ผักใบเขียว

ผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง ผักโขม คะน้า ผักกาด เป็นพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต่อสู้กับการติดเชื้อได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ในผักใบเขียวยังมีสารพฤกษเคมี (Phytochemical) และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดภาวะเครียดออกซิเดชัน ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อโรคข้อเข่าอักเสบ

  • บรอกโคลี

ในบรอกโคลีมีสารประกอบที่ชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสามารถชะลอการพัฒนาของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเค และแคลเซียม ที่ช่วยให้กระดูกและข้อต่อแข็งแรงขึ้นด้วย

  • น้ำมันมะกอก

งานศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า สารประกอบในน้ำมันมะกอกที่ชื่อว่า โอลีโอแคนธัล (Oleocanthal) ช่วยป้องกันการอักเสบได้ จึงดีต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างยิ่ง

  • ชาเขียว

สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่ชื่อว่า คาเทชิน (Catechins) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีในชาเชียวมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ที่ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าอาจช่วยลดการอักเสบ และช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกอ่อน

  • ปลาที่มีไขมันสูง

ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega 3) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก และประโยชน์ข้อหนึ่งของโอเมก้า 3 ก็คือช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งส่งผลดีต่อโรคข้อเข่าเสื่อม โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมกินปลาไขมันสูงเหล่านี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

หากใครไม่สะดวกกินอาหารสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างปลาไขมันสูง ก็สามารถบริโภคอาหารเสริมที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น น้ำมันปลา น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ แทนได้

อาหารที่ควรเลี่ยง

  • อาหารโซเดียมสูง

การบริโภคอาหารโซเดียมสูง เช่น เครื่องปรุงรส (เช่น เกลือ ผงชูรส น้ำปลา กะปิ) อาหารตากแห้ง (เช่น ปลาแห้ง กุ้งแห้ง หมูแดดเดียว) อาหารดอง (เช่น ผักกาดดอง ปลาร้า) ขนมคบเคี้ยว จะทำให้น้ำคั่งอยู่ในเซลล์ จนเกิดอาการบวมน้ำ ทั้งยังทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งส่งผลให้ข้อต่อเสียหายได้

  • อาหารทอด

อาหารทอด หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น โดนัท เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด สามารถทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบมากขึ้น จนอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมแย่ลงได้ นอกจากนี้ น้ำมันที่ใช้ทอดยังก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีและเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ซึ่งส่งผลเสียต่อโรคข้อเข่าเสื่อมเช่นกัน

  • น้ำตาล

น้ำตาล รวมถึงคาร์โบไฮเดรตชนิดน้ำตาลสูง เช่น เค้ก คุกกี้ ขนมอบ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ภูมิคุ้มกันผิดปกติได้ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้สามารถทำให้ร่างกายยิ่งอักเสบ และทำให้ข้อเข่าที่อ่อนแออยู่แล้วยิ่งอ่อนแอลงไปอีก

หากคุณอยากเพิ่มความหวานในอาหารและเครื่องดื่ม แนะนำให้ใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติ เช่น เมเปิ้ลไซรัป น้ำผึ้ง แทนน้ำตาลทรายขาว และสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์ เช่น แอสปาแตม (Aspartame) แต่ก็ควรเติมความหวานในอาหารแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพราะหากมากไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน

  • กรดไขมันโอเมก้า 6

แม้กรดไขมันโอเมก้า 6 (Omega 6) จะดีต่อสุขภาพ แต่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) ก็แนะนำว่า ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมควรจำกัดปริมาณในการบริโภคอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 6 เช่น ไข่แดง เนื้อแดง เพราะจะยิ่งทำให้อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมแย่ลงได้

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ สามารถทำให้อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมกำเริบได้ เพราะเครื่องดื่มประเภทนี้มีพิวรีน (Purine) สูง เมื่อพิวรีนสลายตัวจะกลายเป็นกรดยูริก (Uric Acid) ซึ่งไม่ดีต่อโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นอย่างยิ่ง

ขอบคุณแหล่งที่มา :  https://www.sanook.com/health/26125/

Categories
บทความ

สุดยอดอาหารใกล้ตัว . . บำรุงข้อเข่า

สุดยอดอาหารใกล้ตัว . . บำรุงข้อเข่า

ในหมู่ผู้สูงอายุคงหนีไม่พ้น “โรคกระดูกพรุน” และ “ข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งกระดูกจะเริ่มเสื่อมและบางลง เนื่องจากมีการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูก โดยโรคดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่จะทำให้กระดูกแตกหรือหักแทนได้

ในวันนี้เราจึงมีสาระน่ารู้ . . เกี่ยวกับอาหารที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเราที่สามารถช่วยป้องกันการเกิด “โรคกระดูกพรุน” และ “ข้อเข่าเสื่อมมาฝากกัน

1. ปลา ปลานับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งของแคลเซียมชั้นยอด โดยเฉพาะปลาซาร์ดีนและปลาแซลมอน เพราะด้วยความที่มีกระดูกของปลาชนิดนี้มีขนาดเล็ก จึงทำให้สามารถทาน และเคี้ยวได้ ซึ่งกระดูกของปลาดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นแหล่งของแคลเซียมชั้นเยี่ยม โดยแคลเซียมจะช่วยเสริมสร้างบำรุงกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วยรักษามวลกระดูกอีกด้วย

2. นม คือ อาหารบำรุงกระดูกอันดับต้นๆ ที่คนนึกถึงก็คือน้ำนม เพราะแคลเซียมในนมนั้นเป็นแคลเซียมที่สามารถดูดซึมได้และยังเป็นอาหารที่หาดื่มได้ง่าย การดื่มนมเป็นประจำจึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

3. โยเกิร์ต เป็นผลิตภัณฑ์จากนมที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และป้องกันโรคกระดูกเสื่อมได้ เพราะนอกจากมีแคลเซียมแล้ว ยังมีวิตามินดี แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้กระดูกมีความแข็งแรง


4. กล้วย เป็นอาหารที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกเสื่อม ข้อเข่าเสื่อมได้ เพราะกล้วยมีวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี เหล็ก โปแตสเซียม และ แมกนีเซียม ซึ่งจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโต ของโครงสร้างกระดูก


5. ถั่วอัลมอนด์ เป็นแหล่งของแมงกานีส วิตามินอี ไบโอติน คอปเปอร์และไบโอฟลาวิน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง อีกทั้งยังช่วย เพิ่มมวลของกระดูกด้วย ซึ่งถั่วอัลมอนด์เหมาะกับผู้ป่วย โรคกระดูกพรุนเป็นอย่างยิ่ง

 

นอกจากควรกินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมแล้ว ยังควรกินผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง ส้ม เนื่องจากมีงานวิจัยสนับสนุนว่า วิตามินซีและสารแอนติออกซิแดนต์ในส้ม หรือผลไม้รสเปรี้ยว ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้ การกินผักและผลไม้ที่มีสีสันหลากหลาย เช่น มะเขือเทศสีแดง แครอตสีส้ม กะหล่ำปลีสีม่วง ข้าวโพดและฟักทองสีเหลือง ผักใบเขียวชนิดต่างๆ ก็สำคัญ เพราะในผักและผลไม้เหล่านี้ อุดมไปด้วยใย ซึ่งเป็นมีสารอาหารบํารุงข้อได้เช่นกัน และควรลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะสารกาเฟอีนในกาแฟจะทําให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ส่งผลให้ระดับแคลเซียมในร่างกายเสียสมดุล จึงเกิดการสลายแคลเซียมในกระดูกมาใช้แทน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนปริมาณมากเกินไปจะทําให้มวลกระดูกบางลง

เพียงเท่านี้เราก็สามารถยืดอายุข้อต่อทั่วร่างกายให้คงประสิทธิภาพไว้ได้นานแสนนาน

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.bangpakok3.com/care_blog/view/65

Categories
บทความ

เลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง

เลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง

ข้อเข่าเสื่อม ไม่ต้องรอแก่ก็เป็นได้!

เลือกกินอย่างไร ? ให้ข้อเข่าแข็งแรง เพื่อที่จะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้เสื่อมช้าลงได้กับ 7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้าลง

  • น้ำเต้าหู้ : ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนชั้นดี ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับข้อต่ออย่างโรคข้อเสื่อมมีอาการดีขึ้น ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้
  • ขิง : ขิงถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์
  • ปลาแซลมอน : หนึ่งในแหล่งแคลเซียมชั้นยอด ด้วยความกระดูกของปลาแซลมอนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และยังช่วยรักษามวลกระดูกอีกด้วย
  • ฝรั่ง : วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด
  • งาดำ : งาอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญอุดม มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย
  • มะเขือเทศ : มะเขือเทศคือแหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ได้อีกด้วย
Categories
บทความ

เปลี่ยนจากข้อเข่าเสีย กลายเป็นข้อเข่าดี

เปลี่ยนจากข้อเข่าเสีย กลายเป็นข้อเข่าดี

“ข้อเข่า” ถือว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ประกอบกับภาระหน้าที่ของมันที่ใหญ่หลวงในการรองรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกายเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว และการทรงตัว หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับข้อเข่า ใช่ว่าจะสร้างปัญหาเพียงความรู้สึกเจ็บปวดให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น แต่มันยังส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนแปลงไปด้วย หลายคนอาจจะคิดว่าโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาของคนแก่ แม้คุณจะยังไม่แก่ แต่แน่ใจแล้วหรือว่าตัวเองจะไม่เป็น 

 

ทำความรู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อม

 

โรคข้อเข่า เป็นโรคที่มักพบได้ในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าวัยทำงาน และวัยกลางคนมีแนวโน้มเป็นโรคนี้กันมากขึ้น ซึ่งโรคข้อเข่าเกิดจากกระดูกผิวอ่อนของข้อเข่าสึกหรอ มีโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไป หรือเสื่อมสภาพลง หากไม่ได้รับการรักษา หรือผู้ป่วยยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำให้โรคนี้สะสมไปเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ข้อเข่าผิดรูป และมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว

 

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

 

  • อาการในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกปวดเข่าเมื่อเคลื่อนไหว เช่น การเดินขึ้น-ลงบันได การนั่ง เป็นต้น และมักจะได้ยินเสียงลั่นในข้อ
  • อาการรุนแรง หากผู้ป่วยเริ่มรับรู้ได้ถึงอาการบวมร้อนของข้อ รู้สึกเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้ข้อเข่าผิดรูป เหยียด หรืองอเข่าไม่ได้ส่งผลให้เคลื่อนไหวได้ไม่ถนัด

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมนี้สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประการ ดังนี้

  • อายุ ผู้ป่วยที่พบว่าเป็นโรคนี้มากที่สุดมักจะเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เพราะปัญหาข้อเข่าเสื่อมนี้มักจะสะสมมาเป็นเวลานาน
  • พฤติกรรม การออกแรง หรือการใช้งานเข่ามากเกินไป เช่น การนั่งพับเพียบ การนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน ๆ การยกของหนัก และนักกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายบ่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
  • อุบัติเหตุ ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุบริเวณข้อเข่ามาก่อน เช่น เส้นเอ็นฉีกขาด ข้อเข่าหลุด กระดูกบริเวณเข่าหัก
  • โรคประจำตัว ผู้ที่ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ และโรคเกาท์มักจะพบว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย

 

ภาวะแทรกซ้อนจากข้อเข่าเสื่อม

 

อาจเกิดอาการทางกระดูกและกล้ามเนื้อได้ เช่น ภาวะกระดูกตาย เกิดความผิดปกติบริเวณข้อ เช่น เลือดออก ติดเชื้อ เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถเกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้ เช่น อาการติดเชื้อหลังการผ่าตัด ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วย

 

การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

 

  • การรักษาแบบเบื้องต้น ได้แก่ ออกกำลังกายที่ไม่ใช้ข้อเข่ามากจนเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดิน เป็นต้น รับประทานอาหารที่เหมาะสม รักษาน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน และหลีกเลี่ยงสเตียรอยด์

  • การรักษาด้วยยา ได้แก่ ยาที่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดเข่า เช่น สเตียรอยด์ ยาอะเซตามิโนเฟน เป็นต้น แต่หากใช้นานเกินไปอาจมีผลข้างเคียงตามมา หรือทานอาหารเสริม แต่กรณีเลือกทานอาหารเสริมควรตรวจสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อน นอกจากนี้ยังใช้วิธีการฉีดยาได้ด้วย เช่น กรดไฮยาลูโรนิก ที่มีคุณสมบัติช่วยให้สามารถขยับเข่าได้มากขึ้น

  • การรักษาด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดข้อเข่าซึ่งมีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ ตัดให้ข้อเข่าชิดกัน, เปลี่ยนข้อเข่า และเปลี่ยนแนวกระดูก นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดข้อเข่าเทียมด้วย โดยการเลือกรูปแบบการผ่าตัดนั้นต้องมาจากการปรึกษากับแพทย์เพื่อเลือกรูปแบบการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุด

  • การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การฝังเข็มซึ่งระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตามวิธีการฝังเข็มก็ยังไม่สามารถรักษาข้อเข่าให้หายขาดได้จึงจำเป็นต้องรักษาควบคู่ไปกับวิธีอื่นด้วย

 

วิดีโอ ประสบการณ์จริงจากคนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การป้องกันเข่าเสื่อม

การป้องกันเบื้องต้นคือการดูแลตัวเองให้มากขึ้น เช่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ได้ตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการป้องกันด้วยวิธีอื่น ๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้าน เช่น เมื่อมีอาการปวดสามารถประคบร้อนและเย็น รวมถึงทาครีมหรือเจลเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ ยิ่งเราดูแลสุขภาพให้ดีตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถส่งผลให้เรามีอาการเจ็บป่วยเกี่ยวกับกระดูกน้อยลงในอนาคต เนื่องจากปัญหาข้อเข่าเหล่านี้มีโอกาสเกิดมากขึ้นตามอายุด้วยนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Osteoarthritis