Categories
บทความ

ดูแลตนเองเมื่อมีอาการ “ปวดเข่า”

ดูแลตนเองเมื่อมีอาการ “ปวดเข่า”

เมื่อมีอาการปวดเข่า ในเบื้องต้นเราสามารถดูแลตนเองได้ โดยการปรับพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยการดูแลตนเองเมื่อมีอาการปวดเข่า สามารถทำได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ปวดเข่า เช่น การนั่งงอเข่า การนั่งพื้น
  • พักการใช้งานของข้อเข่า
  • หากมีอาการปวดมาก ควรประคบร้อน
  • ใช้ไม้เท้าช่วยพยุง
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • บริหารกล้ามเนื้อเข่าอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาชุด เพราะจะมีสารอันตราย เช่น สเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงตามมา

ปวดเข่า แบบไหนต้องไปพบแพทย์

เมื่อมีอาการปวดเข่าเรื้อรังจนรบกวนชีวิตประจำวัน มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาณที่ควรไปพบแพทย์ โดยสิ่งจำเป็นที่ทางผู้ป่วยจะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ คือ

  • ปวดตรงไหน? บอกตำแหน่งของการปวด อะไรที่ทำให้อาการปวดดีขึ้นหรือแย่ลงบ้าง
  • เกิดอะไรขึ้น? เล่าถึงสาเหตุหรือเหตุการณ์ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดเข่า เช่น เล่นกีฬา การเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น
  • มีอาการอื่นๆ หรือไม่? เข่ามีเสียง หรือผู้ป่วยรู้สึกอ่อนแรง ไม่มั่นคงหรือไม่?
 

หากคุณมีอาการปวดเข่า ควรปรึกษาแพทย์และอธิบายอาการให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องและเริ่มต้นการรักษาที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าให้กับเราได้ โดยการรักษาอาการปวดเข่าทำได้หลายวิธี ซึ่งแตกต่างกันไปตามอาการของผู้ป่วย การรักษาสามารถทำได้โดย การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด การฉีดยา และการผ่าตัด

Categories
บทความ

ระวัง! ออกกำลังกาย ปวดเข่า สัญญาณเตือนหลายโรค

ระวัง! ออกกำลังกาย ปวดเข่า สัญญาณเตือนหลายโรค

หากคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ชอบออกกำลังกาย แล้วปวดเข่า เป็นประจำ อย่ามองข้ามอาการปวดนี้ เพราะการออกกำลังกาย ปวดเข่าบ่อย ๆ คือ หนึ่งในสัญญาณเตือนของหลายโรค ที่คุณอาจเผชิญอยู่โดยไม่รู้ตัว และ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการออกกำลังกาย เป็นชีวิตจิตใจ แต่อาการปวดเข่าก็ยังมารบกวนจิตใจ และ ไม่ยอมหายไปสักที วันนี้เรามีคำตอบมาบอกกันว่า คนที่ปวดเข่า จากการออกกำลังกาย มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง และ คนที่ปวดเข่า ออกกำลังกายแบบไหนดีต่อสุขภาพ แล้วจะรักษาอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร สามารถติดตามได้ในบทความนี้

ออกกำลังกาย ปวดเข่า สาเหตุเกิดจากอะไร 

ออกกำลังกาย ปวดเข่า เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุด้วยกัน หากไม่ใช่เพราะการเกิดอุบัติเหตุ หลัก ๆ แล้ว อาการปวดเข่า จากการออกกำลังกาย นั้นมาจาก การที่กล้ามเนื้อ และ เส้นเอ็นหัวเข่า ถูกใช้งานอย่างหนัก จนหดเกร็งตัวสะสม นั่นเอง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้ปวดเข่า จากการออกกำลังกายได้อีก เช่น 

  • ไม่ยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย เพราะโดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อของเราจะมีความตึง หากก่อนออกกำลังกาย ไม่ได้ยืดเส้น หรือ ยืดกล้ามเนื้อก่อน ร่างกายก็จะไม่พร้อมใช้งาน จึงมีส่วนทำให้ออกกำลังกาย ปวดเข่า ขึ้นมาได้ 
  • ออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป จนทำให้หัวเข่า ได้รับการบาดเจ็บ โดยเฉพาะใครที่วิ่งแล้วเจ็บเข่า ปวด เข่า จาก การ วิ่ง ลองสังเกตตัวเองดูว่า คุณเป็นคนชอบวิ่ง แล้วเพิ่มระยะทาง เพิ่มความเร็ว มากเกินไปหรือเปล่า จนทำให้กล้ามเนื้อต้นขา และ หัวเข่าได้รับการบาดเจ็บ  
  • ออกกำลังกาย ปวดเข่า เพราะใช้แรงหัวเข่า หนักเกินไป เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่งมาราธอน 
  • การเกิดอุบัติเหตุ จากการออกกำลังกาย เช่น หมุนตัวกะทันหัน โดนกระแทก หกล้ม ก็อาจส่งผลให้ในอนาคต ออกกำลังกาย ปวดเข่าได้ 
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น

ออกกำลังกาย ปวดเข่า สัญญาณเตือนโรคอะไรบ้าง

หากจู่ ๆ ออกกำลังกาย ปวดเข่าขึ้นมา ทั้งที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ จากการออกกำลังกายใด ๆ มาก่อนหน้านี้ แล้วอาการปวดก็แสดงออกมาบ่อยขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ นี่อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือน ของการเกิดโรคบางอย่างได้ เช่น

1. โรคข้อเข่าเสื่อม

หากออกกำลังกาย แล้วปวดเข่าบ่อย คุณอาจกำลังเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โดยไม่รู้ตัว โดยข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนภายในข้อเข่า สึกกร่อน จนกระดูกในข้อเข่าเสียดสีกันเอง ส่งผลให้อักเสบ และ ปวดหัวเข่าได้ พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักมาก หรือ ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก โดยโรคเข่าเสื่อม แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ใช้เวลาดำเนินโรคค่อนข้างนาน เริ่มแรกจะรู้สึกปวดหัวเข่า ตึงข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ก็ไม่ได้ปวดนาน หรือ เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต นอกจากนี้คุณยังสามารถสังเกตอาการอื่น ๆ ได้อีก เช่น

  • ปวดหัวเข่า ขณะนอนหลับ โดยเฉพาะตอนเปิดแอร์นอน หรือ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเย็น 
  • รู้สึกข้อเข่าฝืดหลังตื่นนอน โดยส่วนใหญ่มักมีอาการไม่เกิน 30 นาที 
  • ไม่สามารถลงน้ำหนักที่เข่า ขณะเดิน ขึ้น – ลงบันได หรือ ออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ 
  • กดที่หัวเข่า แล้วรู้สึกเจ็บ
  • มีเสียงดังภายในเข่า เช่น ตอนงอเข่า ตอนเหยียดเข่า 
  • ข้อเข่ายึด ติด แข็ง ข้อเข่าผิดรูป เช่น ข้อเข่าโก่ง หัวเข่าอ่อนแรง

2. โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ

โรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบ เป็นหนึ่งในโรคที่เวลาออกกำลังกายแล้ว ปวดเข่าได้เช่นกัน มักเกิดกับผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีสะโพกกว้างกว่า ส่งผลให้เกิดแรงกดทับที่ลูกสะบ้า เสี่ยงต่อลูกสะบ้าอักเสบ ได้มากกว่าผู้ชายนั่นเอง โดยลักษะพิเศษของโรคนี้ คือ เป็นแล้วจะเจ็บหัวเข่าด้านหน้า โดยคุณสามารถสังเกตอาการของโรคกระดูกอ่อนเข่าอักเสบได้ด้วยตัวเอง เช่น

  • วิ่งแล้วเจ็บเข่าด้านหน้า เพราะลูกสะบ้าเสียดสี กับ กระดูกต้นขา โดยเฉพาะตอนวิ่งขึ้น – ลงจากที่สูง จะรู้สึกปวด เข่า จาก การ วิ่งมากกว่าปกติ
  • ขึ้น – ลงบันได แล้วรู้สึกปวดเข่าด้านหน้า หรือ เจ็บหัวเข่าด้านหน้า 
  • งอเข่าไม่ได้ เจ็บ ปวด 
  • เหยียดเข่าแล้วจะรู้สึกปวด
  • ข้อเข่าตึง ฝืด
  • หากนั่งนาน แล้วลุกขึ้นยืน จะรู้สึกเจ็บหัวเข่าด้านหน้า 
  • เจ็บหัวเข่าด้านหน้า แบบจี๊ด ๆ และ เป็น ๆ หาย ๆ 
  • เวลาวิ่ง หรือ เปลี่ยนอิริยาบถ จะมีอาการเข่าล็อค หรือ ขยับเข่าไม่ได้ 
  • หัวเข่าบวม แดง
  • อาจมีอาการปวดหลัง หรือ ปวดเอวร่วมด้วย  

3. โรคเอ็นเข่าอักเสบ 

ปวดเข่า ออกกำลังกายแล้วทรมาน อาจเป็นเพราะเอ็นเข่าอักเสบ ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อ ที่ยึดระหว่างกล้ามเนื้อ กับ กระดูกหัวเข่า อักเสบขึ้นมา โรคนี้มักเกิดกับผู้ที่เป็นนักกีฬา หรือ ผู้ที่ชอบออกกำลังกายมาก หากเป็นแล้วจะรู้สึก ดังนี้

  • ปวดหัวเข่า เจ็บหัวเข่า 
  • เข่าบวม แดง หรือ มีรอยช้ำ  
  • เจ็บข้อพับเข่าด้านหลัง
  • ปวดแปล๊บ ๆ มากขึ้นเวลาวิ่ง หรือ เปลี่ยนท่านั่ง   
  • ปวดเข่าด้านนอก เวลาก้าวเท้ายาว ๆ หรือวิ่งแล้วเจ็บเข่าตอนลงจากเนิน 
  • งอเข่าไม่ได้ เจ็บปวดตอนนั่งพับเพียบ หรือ เดินขึ้น – ลงบันได  

4. โรค ITB หรือ ปวดเข่าด้านนอก

หากคุณเป็นนักวิ่ง เวลาวิ่งแล้วปวดเข่าด้านนอก หรือ ชอบปั่นจักรยาน นี่อาจเป็นสัญญาณเตือน ว่าคุณกำลังเป็นโรค ITB อยู่ (Iliotibial Band Syndrome) เพราะโรคนี้เกิดจากการบาดเจ็บ บริเวณเส้นเอ็นข้างเข่าส่วนปลาย ที่ไปเสียดสีกับปุ่มกระดูกข้างเข่าบ่อย ๆ จนเกิดการอักเสบขึ้นมา จึงทำให้เวลาคุณวิ่งออกกำลังกาย แล้วปวดเข่า เจ็บเอ็นข้างเข่าขึ้นมานั่นเอง บางครั้งอาจจะรู้สึกเจ็บแปล๊บ ไปถึงต้นขา และ สะโพกได้ด้วย  

5. โรคเข่าปูด

หนึ่งในสาเหตุของการปวดเข่า ออกกำลังกายแล้วเจ็บเข่า อาจเป็นเพราะเข่าปูด (Osgood-Schlatter’s Disease) ดังนั้นคุณลองสังเกตหัวเข่าตัวเองให้ดี ว่ามีอาการปวด บวม หรือไม่ โดยโรคนี้เกิดจากแรงดึงของเส้นเอ็นกระดูก ที่ยึดกับสะบ้าหัวเข่า และ ด้านบนของกระดูกหน้าแข้ง เมื่อเกิดแรงกระแทกซ้ำ ๆ จะส่งผลให้กระดูกหน้าแข้งอักเสบขึ้นมา เวลาออกกำลังกายจึงปวดเข่า มักเกิดกับผู้ที่ชอบวิ่ง เล่นกีฬาฟุตบอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น

ปวดเข่า ออกกำลังกายแบบไหนดี

หากคุณเป็นคนชอบออกกำลังกาย แต่ปวดเข่าบ่อยครั้ง แล้วสงสัยว่า หากปวดเข่า ออกกำลังกายแบบไหนดี ถึงจะเหมาะสม และ ไม่เกิดอันตราย ไม่ทำให้ปวดหัวเข่ามากขึ้น เราขอแนะนำให้ “ว่ายน้ำ” เหตุผลก็เพราะว่า หากปวดเข่า ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย ที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากน้ำจะช่วยพยุงเข่า ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเข่า ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งอุณหภูมิของน้ำ ยังช่วยให้อาการปวดเข่า ดีขึ้นด้วย เช่น น้ำในสระที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จะช่วยให้ความสดชื่นให้แก่ร่างกาย หรือ น้ำในสระอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส มีส่วนช่วยลดอาการปวดเข่า หรือ ข้อตึง ข้อยึดได้

ปวดเข่า จากการออกกำลังกาย แนะทำสิ่งนี้ 

  • ทุกครั้งก่อนออกกำลังกาย ให้อบอุ่นร่างกาย ด้วยการยืดเส้นก่อนวิ่ง เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
  • เลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกาย เช่น หากต้องการวิ่ง ก็ให้ใส่รองเท้าสำหรับวิ่งโดยเฉพาะ พื้นหนา รองรับแรงกระแทกได้ดี  และ เลือกให้เหมาะกับรูปเท้าของตัวเองด้วย
  • ใส่อุปกรณ์พยุงเข่า เพื่อป้องกันเวลาออกกำลังกาย แล้วปวดเข่า
  • รักษาน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้หัวเข่า แบกรับน้ำหนักตัวมากเกินไป แล้วมีผลต่อการออกกำลังกาย ปวดเข่าขึ้นมาได้
  • ประคบเย็น หลังออกกำลังกายเสร็จ เพื่อลดอาการปวดเข่า จากการออกกำลังกาย  
  • นอนหงาย ใช้หมอน หนุนน่องใต้เข่าไว้ แล้วงอเข่าประมาณ 15 องศา จากนั้นเหยียดเข่าให้ตึง พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น เกร็งไว้ 10 วินาที ทำท่านี้ประมาณ 10 ครั้ง สลับข้างซ้าย – ขวา ครั้งละ 2 – 3 รอบ เป็นประจำทุกวัน
  • บริหารหัวเข่า ด้วยท่าต่าง ๆ เช่น ท่าหันหน้าเข้ากำแพง ด้วยการเอามือทั้งสองข้างไปพิงกับกำแพง แล้วก้าวเท้าข้างใดข้างหนึ่งออกมา พร้อมงอเข่า ส่วนอีกขาให้เหยียดตรงไปด้านหลัง พร้อมกดส้นเท้าติดไว้กับพื้น เกร็งค้างไว้ประมาณ 30 วินาที ทำสลับข้างซ้าย – ขวา ครั้งละ 2 – 3 รอบ เป็นประจำทุกวัน
  • ใช้สเปรย์ฉีดแก้ปวดเข่า ทุกครั้งที่ออกกำลังกาย

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://mirott.com/what-causes-knee-pain-after-working-out/

Categories
บทความ

ทำอย่างไร? เมื่อกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ

ทำอย่างไร? เมื่อกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ

“ต้นขา” เรียกได้ว่า เป็นแหล่งรวมมัดกล้ามเนื้อ ที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และมั่นคง แต่หลายคนมักมองข้ามความสำคัญ ประมาทในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการไม่วอร์มกล้ามเนื้อต้นขา ก่อนออกกำลังกาย จนทำให้เกิดอาการปวดต้นขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ฯลฯ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จัก อาการกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ รวมไปถึงวิธีการดูแลรักษา อย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพต้นขาที่แข็งแรง และไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต

กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ เกิดจากอะไร?

กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ สาเหตุหลักเกิดจากกล้ามเนื้อต้นขา ขาดความยืดหยุ่น มีการหดเกร็งแบบเฉียบพลัน หรือ ตึงมากเกินไป แล้วทำให้บาดเจ็บ ปวดต้นขาสะสม กลายเป็นโรคกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ต้นขาของมนุษย์ มีกลุ่มกล้ามเนื้อหลัก ๆ อยู่ 3 มัดด้วยกัน ประกอบไปด้วย  

  1. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps) อยู่บริเวณหน้าขาของเรา มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ กระดูกเชิงกราน มาจนถึงเหนือข้อเข่า กล้ามเนื้อมัดนี้ ทำหน้าที่ช่วยพยุง ยึด และ เสริมความแข็งแรงของหัวเข่า ให้เราสามารถก้าว เดิน วิ่ง เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
  2. กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring) อยู่บริเวณด้านหลังของขาเรา มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ กระดูกสะโพก ขนานยาวลงมากับ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า โดยทั้งกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า และ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง จะทำหน้าที่ช่วยกันประคับประคอง และ พยุงหัวเข่าของเราให้มั่นคง 
  3. กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Adductor) อยู่บริเวณขาหนีบชั้นใน เชื่อมต่อระหว่าง สะโพกด้านหน้า และ ด้านหลัง ไปจนถึงข้อเข่า กล้ามเนื้อต้นขาด้านในจะมีความยืดหยุ่น มากกว่ากล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก และ ด้านหลัง

ทั้งนี้ “กล้ามเนื้อต้นขาหน้าด้าน และ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง มีความเสี่ยงในการเกิด กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ มากที่สุด” เพราะเป็นกล้ามเนื้อ ที่เชื่อมต่อไปยังกล้ามเนื้อน่อง ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนัก พยุงข้อเข่าของเราเอาไว้ โดยสาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบนั้น มักมาจาก กล้ามเนื้อต้นขา ขาดความยืดหยุ่น ทำให้มีอาการหดเกร็งแบบเฉียบพลัน หรือ ตึงมากจนเกินไป แล้วทำให้กล้ามเนื้อต้นขาบาดเจ็บ เกิดอาการปวดต้นขา สะสม กลายเป็นโรคกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้นั่นเอง

ใครบ้าง? เสี่ยงกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ

ใครบ้าง? เสี่ยงกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ
นักกีฬา 
ผู้ทึ่ชอบออกกำลังกาย
นักท่องเที่ยวสายผจญภัย
ผู้ประกอบอาชีพยกของหนัก

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง ในการเป็นกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ด้วยกัน คือ 

  • นักกีฬามืออาชีพ กลุ่มที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย โดยใช้ความเร็ว และ ต้องใช้แรงขาอย่างมาก เช่น นักกีฬาฟุตบอล นักวิ่ง นักรักบี้ นักบาสเก็ตบอล นักปั่นจักรยาน ฯลฯ เพราะในระหว่างเคลื่อนไหวร่างกาย จะมีการกระโดดสูง ลงมายังพื้น มีการหมุนตัว บิดตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อเท้า หัวเข่า และ ต้นขา เกิดอุบัติเหตุ หรือ เกิดการบาดเจ็บสะสม จนทำให้กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้
  • ผู้ที่ชอบออกกำลังกาย ที่บางครั้งอาจลืมยืดกล้ามเนื้อ หรือ ยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายได้ไม่ดีพอ จนทำให้กล้ามเนื้อต้นขา ขาดความยืดหยุ่น เกิดการหดเกร็ง หรือ ตึงอย่างเฉียบพลันในขณะออกกำลังกาย จนได้รับบาดเจ็บ กลายเป็นกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้ ในที่สุด
  • นักท่องเที่ยวสายผจญภัย โดยเฉพาะผู้ที่ชอบเดินป่า ปีนเขา และ ต้องใช้กำลังขาในการเดินทาง ซึ่งหากร่างกายไม่มีความพร้อมมากพอ อาจเกิดอาการปวดต้นขา และ เกิดเป็นกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบระหว่างเดินทางท่องเที่ยวได้
  • ผู้ประกอบอาชีพยกของหนัก ที่ต้องใช้แรงกำลังขามาก ในการแบกรับน้ำหนักสิ่งของ บางครั้งการย่อขา เพื่อหยิบยกสิ่งของบ่อย ๆ อาจทำให้เกิดการก้มผิดจังหวะ เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ หัวเข่า เกิดการสะสม เป็นกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้ในที่สุด

กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ความอันตราย ที่ไม่ควรมองข้าม

กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ อย่าปล่อยเรื้อรัง เสี่ยงเกิดผังพืด ขาอ่อนแรงได้

ความอันตรายของ กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ คือ  

  • กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ระยะเฉียบพลัน : เกิดจากการหดเกร็ง ของกล้ามเนื้ออย่างกะทันหัน ทำให้เส้นเอ็นกล้ามเนื้อต้นขา และ หลอดเลือดบริเวณต้นขา ได้รับบาดเจ็บ จนเกิดอาการปวดต้นขา มีอาการบวม แดง ขึ้นมาได้ 
  • กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ระยะเรื้อรัง : หากไม่ทำการรักษากล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ปล่อยให้ปวดต้นขานานเกิน 1 เดือน หรือ ไม่รักษาอย่างเคร่งครัด มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ จะเข้าสู่ระยะอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดการบาดเจ็บลึกลงไป หากไม่ทำการรักษาแบบจริงจัง ก็อาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้ เช่น เกิดผังผืด ขาอ่อนแรง เป็นต้น

ทำอย่างไร เมื่อกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ 

ทำอย่างไร เมื่อกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ
พักใช้งานขา ด้วยเทคนิค RICE
ทานยา
ใช้ยาภายนอก

วิธีการรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น

  • การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการพักใช้งานขา ด้วยเทคนิค RICE

R (Rest) เป็นการลดใช้งานต้นขา เพื่อให้เวลาร่างกาย ได้ทำการซ่อมแซมอาการปวดขาด้วยตัวเอง ยิ่งถ้าเราหยุดเคลื่อนไหว นานเท่าไหร่ หรือ เลี่ยงการใช้ขามากเท่าไหร่ อาการปวดต้นขา และ กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้นเท่านั้น   

I (Ice) ประคบเย็นทันที เมื่อมีอาการปวดต้นขา เพราะมีส่วนช่วยลดอาการ และ อาการบวม ได้เป็นอย่างดี ควรทำภายใน 1 – 2 วันแรก ที่รู้สึกปวดต้นขา เพราะจะช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้ ทั้งนี้ควรประคบเย็นประมาณ 20 – 30 นาที วันละ 2 – 3 ครั้ง  

C (Compression) เป็นการใช้ผ้าพันต้นขา แต่ไม่ต้องพันตึงจนเกินไป เพื่อให้เลือดไหลเวียนสะดวก ทั้งนี้การใช้ผ้าพันต้นขาจะช่วยลดอาการปวดต้นขา ลดอาการบวม อักเสบได้ 

E (Elevation) เป็นการนอนยกขาสูง เพื่อช่วยรักษา อาการปวดขา ลดอาการบวม และ ลดอาการกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ เพื่อให้เลือดวิ่งไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อ บริเวณที่บาดเจ็บ ได้อย่างสะดวก ซึ่งวิธีการก็คือ ให้ใช้หมอนรองต้นขา ให้สูงขึ้นมากว่าระดับหัวใจ เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้แล้ว

  • การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการทานยา

เช่น ยาพาราเซตามอล ยาไอบูโปรเฟน ยานาพรอกเซน โดยยาแต่ละชนิด หากเราทานต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงต่อสารเคมีตกค้างในร่างกาย เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจวายได้ อีกทั้งเป็นยาที่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางโรคอยู่ อาจไม่สามารถทานได้  

  • การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการใช้ยาภายนอก

เช่น ใช้ยาทากล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ แบบเจล แบบครีม แบบน้ำมัน หรือ สเปรย์ฉีดขา แก้ปวด ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยาใช้ภายนอกส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมเมนทอล หรือ ยูคาลิปตัสอยู่ ดังนั้นเวลาใช้แล้ว จะรู้สึกร้อน – เย็น ทำให้รู้สึกว่าอาการปวดต้นขา ดีขึ้นได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งความจริงนั้น ตัวยาไม่ได้เข้าไปรักษากล้ามเนื้อต้นขาอักเสบถึงต้นตอ หรือ เข้าไปฟื้นฟูให้กลับแข็งแรง

  • การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการใช้เครื่องมือทางการแพทย์

เช่น คลื่นอัลตร้าซาวน์ เครื่องเลเซอร์ การผ่าตัดกรณีที่กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบแล้วฉีกขาด เป็นต้น

  • การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการทำกายภาพบำบัด 

การรักษา อาการปวดขา กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ ด้วยการทำกายภาพบำบัด จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อต้นขา กลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่นได้ดี และ เคลื่อนไหวได้อย่างปกติ ทั้งนี้แนะนำให้ทำ หลังจากรักษาอาการกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ จนหายดีแล้ว

ป้องกัน กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้ ด้วยวิธีนี้

ป้องกัน กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบได้ ด้วยวิธีนี้
อบอุ่นร่างกาย 
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ระวังในการออกกำลังกาย หรือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ
เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าตัวเอง เหมาะกับการใช้งาน 
เลี่ยงใส่ส้นสูง 
เลี่ยงใช้ขาในท่าซ้ำ ๆ ติดต่อกันนาน 
ทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง 
ทานอาหาร ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันการอักเสบ
ทานสมุนไพร หรือ ยาสมุนไพร ที่มีช่วยบำรุง ป้องกันอาการปวดต้นขา

เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่า การป้องกัน ย่อมดีกว่าการรักษาหลังบาดเจ็บ ดังนั้นเราจึงมีเทคนิคดี ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับต้นขา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกล้ามเนื้อต้นขาอักเสบ มาฝากกัน ดังนี้

  • อบอุ่นร่างกาย ก่อนออกกำลังกายเสมอ 
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา ให้แข็งแรง
  • ระมัดระวังในการออกกำลังกาย หรือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ
  • เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะกับรูปเท้าตัวเอง เหมาะกับประเภทการใช้งาน ไม่บีบเท้า สามารถยึดเกาะกับพื้นได้ดี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม ลื่นล้ม จนทำให้กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบขึ้นมาได้
  • หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง เป็นเวลานาน เพื่อไม่ให้ขาแบกรับน้ำหนักตลอดทั้งวัน
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานขา ในท่าซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะการวิ่งเร็ว วิ่งนาน เดินนาน
  • ทานอาหาร ที่มีแคลเซียมสูง เพื่อบำรุงกระดูกต้นขา ให้แข็งแรง เช่น นม ถั่วเหลือง งาดำ อัลมอนด์ ปลาตัวเล็ก เป็นต้น
  • ทานอาหาร ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อต้นขา และ ข้อได้ เช่น ตำลึง ฟักทอง แครอท ข้าวโพด มะเขือเทศ เป็นต้น
  • ทานสมุนไพร หรือ ยาสมุนไพร ที่มีส่วนช่วยบำรุง และ ป้องกันอาการปวดต้นขา 

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://mirott.com/muscle-strains-in-the-thigh/

Categories
บทความ

ปวดเข่าด้านใน เป็นได้ทุกคน

ปวดเข่าด้านใน เป็นได้ทุกคน

อาการเจ็บเข่า ปวดหัวเข่า เป็นอาการที่พบได้บ่อย กับทุกเพศทุกวัย แต่รู้หรือไม่ว่า ตำแหน่งของการปวดหัวเข่า สามารถบอกโรคต่างๆ ให้กับเราได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปวดเข่าด้านนอก ปวดเข่าด้านใน เจ็บข้อพับเข่า ฯลฯ
ปวดเข่าด้านใน บอกโรคอะไรได้บ้าง

อาการปวดเข่าด้านใน เป็นสิ่งที่อาจเคยเกิดขึ้นกับหลายๆ คน โดยอาการปวดหัวเข่าด้านใน สามารถแสดงถึงโรคต่างๆ ได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็น

1. ถุงน้ำลดการเสียดสีในเข่าอักเสบ : โดยปกติแล้ว คนเราจะมีถุงน้ำ สำหรับลดการเสียดสี และ แรงกระแทกอยู่ภายในเข่า หากถุงน้ำที่อยู่ระหว่างข้อเข่า และ เส้นเอ็น เกิดการอักเสบ ก็จะทำให้ปวดเข่าด้านในได้ โดยสาเหตุของอาการถุงน้ำลดการเสียดสีในเข่าอักเสบ มักเกิดจากแรงกระแทกบ่อยครั้ง การออกกำลังกายอย่างหนัก ในท่าทางซ้ำๆ การนั่งคุกเข่านาน หรือบางคนก็อาจจะเรียกโรคนี้ว่า โรคเข่าแม่บ้าน (Housemaid’s knee) เพราะแม่บ้านที่ชอบนั่งคุกเข่า นั่งยองถูพื้น ล้างจาน มักจะเกิดถุงน้ำลดการเสียดสีในเข่าอักเสบเป็นประจำ

2. กล้ามเนื้อต้นขาด้านในอ่อนแรง : โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน จะอยู่บริเวณด้านในข้อสะโพก ยาวลงมาถึงด้านในของกระดูกสะบ้าหัวเข่า มีหน้าที่รับความมั่นคงของเข่าด้านใน สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อสะโพก และ กล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรง การวิ่งผิดท่า จนทำให้วิ่งแล้วเจ็บเข่า  หรือ การเคลื่อนไหวในท่าซ้ำๆ จนอักเสบ เป็นต้น

3. เส้นเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านในอักเสบ : โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อต้นขา จะประกอบด้วยเอ็นกล้ามเนื้อ 3 ตัว ซึ่งจะเกาะอยู่บริเวณ หัวกระดูกหน้าแข้งด้านใน ทำหน้าที่ในการงอเข่า และ หมุนขาเข้าด้านใน ให้เป็นไปอย่างปกติ โดยสาเหตุของ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อต้นขาด้านในอักเสบ มักเกิดจากการงอเข่า เหยียดเข่าบ่อย ออกกำลังกายหนัก ใช้งานเข่าหนักเป็นเวลานาน จนทำให้แรงเสียดสีของปุ่มกระดูก กับ เส้นเอ็นกล้ามเนื้อทั้ง 3 ตัว อักเสบ จนเกิดอาการเจ็บเข่าด้านใน

4. กล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท : เกิดจากเความผิดปกติของ กล้ามเนื้อบริเวณบั้นท้าย ใกล้กับสะโพก ไปกดทับเส้นประสาทที่อยู่ใกล้ๆ กัน จนทำให้รู้สึกปวดหลังช่วงล่าง ปวดบั้นท้าย ปวดหัวเข่าด้านใน ร้าวไปยังขา เจ็บหัวเข่าเวลาลุกนั่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน นั่งนาน ท่านั่งไม่เหมาะสม วิ่งผิดท่า ออกกำลังกายอย่างหักโหม ยกของหนัก ลื่นล้ม เกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา : https://mirott.com/beware-inner-knee-pain/

Categories
บทความ

ปวดเข่ามากระดับไหน ควรผ่าตัดข้อเข่าเทียม

ปวดเข่ามากระดับไหน ควรผ่าตัดข้อเข่าเทียม

“ข้อเข่า” ของเราทุกคนจะมีการเสื่อมสภาพไปตามอายุ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องมีอาการเจ็บเข่า หรือปวดเข่าจนทำให้การเดินหรือการออกกำลังกายทำไม่ได้เหมือนเคย เพราะมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องปวดข้อเข่าจนถึงกับต้องรับประทานยาหรือไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา แต่ก็ยังมีคนวัยทำงานและผู้สูงอายุอีกจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาข้อเข่ามากเช่นกัน

ซึ่งตัวการสำคัญที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของข้อเข่าเสื่อมคือ “ผิวข้อ” ซึ่งเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษที่มีผิวเรียบเป็นเงามัน มีแรงเสียดสีระหว่างการเคลื่อนไหวของข้อน้อยมาก หากกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อนี้เกิดบาดแผล บาดเจ็บหรือชำรุดไปแล้วไม่สามารถซ่อมแซมหรืองอกขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิมได้ ก็มักจะศูนย์เสียสมรรถภาพในการทำงานไป ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมตามมานั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม

มีหลายอย่างด้วยกันสาเหตุสำคัญๆ ที่พบบ่อยๆ คือ

  1. น้ำหนักตัวที่มากเกินไป ปกติในการเดินบนพื้นราบ ข้อเข่าแต่ละข้างจะรับน้ำหนักประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้าเดินขึ้นลงบันไดก็จะรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นไปอีกเป็น 4 เท่าของน้ำหนักตัว ดังนั้นถ้าน้ำหนักตัวมากเกินไป แรงกดดันในข้อเข่าระหว่างการเดินก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดการชำรุดหรือสึกหรอของกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเสื่อมตัวของผิวข้อก่อนวัยอันควร
  2. การบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในข้อเข่า เช่น การเล่นกีฬาหนักๆ เช่น รักบี้, ฟุตบอลที่มีแรงกระแทกในข้อเข่ามากๆ หรือมีการฉีกขาดของกระดูกอ่อนหรือเส้นเอ็นภายในข้อเข่าทำให้ความมั่นคงแข็งแรงของข้อเข่าเสียไปตั้งแต่อายุยังน้อยทำให้ผิวข้อชำรุดและเกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าโดยยังไม่ถึงวัยชรา
    โรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อเรื้อรัง ซึ่งมีผลทำให้ผิวข้อเสื่อมตัวเร็วกว่าปกติ

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าเร็วเกินไป

พยายามรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ อย่าให้อ้วนหรือมีน้ำหนักตัวมากเกินไป
พยายามบริหารกล้ามเนื้อของข้อเข่าให้แข็งแรง เวลาเดินหรือวิ่งกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่าจะทำหน้าที่ดูดซึมหรือรับน้ำหนักที่ผ่านข้อเข่าเอาไว้ ก่อนน้ำหนักที่เหลือหรือที่เกินขีดความสามารถของกล้ามเนื้อจะรับไว้ จะถูกปล่อยให้ผ่านเข้าไปในข้อเข่าโดยกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อจะเป็นตัวรับน้ำหนักที่เหลือแทน ดังนั้นน้ำหนักจะผ่านเข้าผิวข้อมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่า
ถ้ากล้ามเนื้อรอบๆ ข้อเข่าแข็งแรงมาก แรงที่จะผ่านเข้าผิวข้อก็จะน้อยมาก แต่ถ้ากล้ามเนื้อแข็งแรงน้อย แรงที่ผ่านเข้าผิวข้อก็จะมีมาก ถ้าแรงที่ผ่านผิวข้อมากถึงระดับหนึ่งก็จะเป็นการทำลายกระดูกอ่อนที่เป็นผิวข้อ ทำให้ชำรุดเสียหาย ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของข้อได้ ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าให้แข็งแรงจึงมีความสำคัญมากต่อการเสื่อมตัวของข้อเข่า
หลีกเลี่ยงลักษณะการใช้ข้อเข่าที่ทำให้เกิดแรงกดดันหรือเสียดสีในข้อเข่ามากเกินไป เช่น การนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า พับเพียบ หรือขัดสมาธิ เป็นต้น

การวิ่งส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นจริงหรือ?

กับข้อสงสัยที่ว่าการวิ่งทำให้เกิดแรงกระแทกในข้อเข่า แล้วส่งผลทำให้เกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าเร็วขึ้นหรือไม่? ในความเป็นความจริงแล้ว การวิ่งมีประโยชน์ต่อข้อเข่ามากกว่าจะทำร้าย คือทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่าแข็งแรง น้ำหนักตัวลด ซึ่งช่วยให้แรงที่ผ่านเข้าไปในผิวข้อเข่าจากการใช้ชีวิตประจำวันลดลง แต่ถ้าเกิดการเสื่อมตัวของข้อเข่าแล้วและมีอาการเจ็บปวดในข้อเข่าจนไม่สามารถวิ่งได้ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการบริหารกล้ามเนื้อข้อเข่า โดยไม่ให้เกิดผลเสียต่อผิวข้อในอนาคต

อาการที่บ่งบอกว่าข้อเข่าเสื่อม

  1. มีอาการปวดเวลาเคลื่อนไหว หรือขยับบริเวณเข่า
  2. สภาพของข้อเข่าของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ถ้าข้อเข่าติดแข็งหรือข้อเข่าที่ผิดรูปมาก ๆ เช่น เข่าโก่ง หรือกล้ามเนื้อข้อเข่าลีบ ไม่แข็งแรงหลังผ่าตัด ก็ไม่สามารถจะทำให้กลับสู่สภาพที่ปกติได้ทีเดียว ต้องอาศัยการบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดเป็นเวลายาวนา
  3. มีเสียงดังกร๊อบแกร๊บบริเวณเข่าขณะเคลื่อนไหว
  4. ไม่สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวแบบปกติได้

ขั้นตอนการวินิจฉัยว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ ทำอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักถามประวัติ ตรวจอาการต่างๆ จากเข่าว่ามีอาการบวมแดงไหม พอกดแล้วเจ็บหรือเปล่า และดูการเคลื่อนไหวของเข่าว่าผิดแปลกไปจากปกติหรือไม่ นอกจากนั้นอาจมีการตรวจเพิ่มเติมจากการเอกซเรย์ (X-rays) หรือใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยละเอียดและหาสาเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อีกทั้งแพทย์อาจนำน้ำในไขข้อหรือเลือดไปตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการปวดข้อหรืออาการที่คล้ายเข่าเสื่อม เช่น โรคเก๊าท์ รูมาตอยด์ การอักเสบหรือการติดเชื้อต่างๆ เป็นต้น

การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า

ปัจจุบันการรักษาข้อเข่าเสื่อม สามารถทำได้ด้วยกันหลายวิธี หากโรคยังไม่รุนแรงถึงกับต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้การรักษาด้วยการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่า เพราะการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความผิดปกติ คือ มีความเข้มข้นและความยืดหยุ่นลดน้อยลง เนื่องจากสาร Hyaluronic เสื่อมคุณภาพ ซึ่งการฉีดยาเข้าไปจะส่งผลให้ข้อเข่าลื่น ลดการเสียดสีที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้

ข้อยกเว้นสำหรับการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า

การรักษาแบบนี้ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะหากข้อเข่าของคนไข้มีการติดเชื้อมาก่อน หรือเป็นโรคผิวหนังในบริเวณที่จะต้องฉีดยา แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นการรักษาด้วยวิธีอื่นแทน คนไข้หลายคนอาจกังวลเรื่องการฉีดยา แต่โดยปกติแล้วการฉีดน้ำหล่อลื่นผิวข้อเข่าจะไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย อาจพบเพียงอาการปวด บวม แดง เหมือนการฉีดยาทั่วไป ซึ่งจะหายได้เอง หรืออาจใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น และหลังฉีดยาควรพักการใช้ข้อเข่าอย่างน้อย 2 วัน

เมื่อไหร่? ถึงใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ข้อเข่าที่มีการเสื่อมตัวจนถึงขนาดที่มีอาการเจ็บปวด และไม่สามารถให้การรักษาทางยาหรือกายภาพบำบัดได้แล้ว ในปัจจุบันเราสามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อใหม่ หรือที่เรียกว่า ผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม ซึ่งมีหลักการคือทำการผ่าตัดเอาผิวข้อที่เสียไปแล้วออกให้หมด แล้วใส่ผิวข้อใหม่ซึ่งทำมาจากวัสดุพิเศษทางการแพทย์ที่มีความแข็งแรงทนทาน และเข้ากับเนื้อเยื่อของร่างกายได้ โดยข้อเข่าเทียมนี้ได้รับการออกแบบมาให้มีการเคลื่อนไหวได้เหมือนข้อเข่าจริง

การทำผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียมจะได้ผลดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับ

  1. ประสบการณ์และความชำนาญของศัลยแพทย์ผู้ทำผ่าตัด
  2. สภาพของข้อเข่าของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด ถ้าข้อเข่าติดแข็งหรือข้อเข่าที่ผิดรูปมากๆ เช่น เข่าโก่ง หรือกล้ามเนื้อข้อเข่าลีบ ไม่แข็งแรงหลังผ่าตัด ก็ไม่สามารถจะทำให้กลับสู่สภาพที่ปกติได้ทีเดียว ต้องอาศัยการบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัดเป็นเวลายาวนาน
  3. ความร่วมมือของผู้ป่วยหลังผ่าตัดในเรื่องของบริหารข้อเข่าหลังผ่าตัด

การใช้ Computer ในการผ่าตัดข้อเข่าเทียม (Computer Assisted Surgery)

ปัจจุบันมีการนำ computer มาช่วยในการทำการผ่าตัดใส่ข้อเข่าเทียม ซึ่งจะช่วยให้การวางตำแหน่งของการใส่ข้อเข่าเทียมให้ถูกต้องแม่นยำขึ้น

การทำผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery)

การผ่าตัดแผลเล็ก เป็นการผ่าตัดที่หวังผลให้ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดลดลงกว่าการผ่าตัดแบบเดิม คนไข้ฟื้นตัวไว แผลหายเร็ว และคนไข้สามารถใช้ข้อเข่ากลับมาเดินได้อย่างปกติเร็วขึ้น แต่ทั้งนี้ศัลยแพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าสามารถใช้การผ่าตัดแบบนี้ได้หรือไม่ เพราะต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของโรค และสภาพร่างกายโดยรวมของคนไข้ หากใครมีอาการปวดเข่า และกังวลว่าอาจจะเป็นข้อเข่าเสื่อม แนะนำว่าให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษา ก่อนที่อาการจะลุกลามสร้างความเจ็บปวดอย่างมาก

นพ. กอบศักดิ์ อุดมเดช
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมโรคกระดูกและข้อ
ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์

Categories
บทความ

ปวดเข่าบอกโรคอะไรได้บ้าง

ปวดเข่าบอกโรคอะไรได้บ้าง

ปวดเข่า อาการที่สร้างความทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและมีวิธีการดูและรักษาที่แตกต่างกัน

  1. ข้อเข่าเสื่อม
  • เกิดจากระดูกอ่อนสึกหรอ ทำให้มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง อาการเป็นๆหาย อาจมีอาการข้อเข่าติดขัด มีเสียงดังในข้อเข่าขณะขยับเคลื่อนไหว อาจปวดทีละข้างหรือปวดพร้อมกันทั้งสองข้าง
  • ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด หากอาการไม่รุนแรงแพทย์อาจให้ลดการใช้งานเข่าและแนะนำท่าออกกำลังกายที่เหมาะสม แต่ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้น มีลักษณะเสื่อมมาก ข้อผิดรูป อาจแนะนำให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  1. เอ็นเข่าอักเสบ
  • มักเกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ หรือเกิดอุบัติเหตุที่มีการกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณข้อเข่า เช่น การกระแทกจากการเล่นกีฬา การหกล้มรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดเข่า มีจุดกดเจ็บ ปวดมากเวลางอหรือขยับข้อเข่า อาจพบร่วมกับการเดินลำบาก เดินลงน้ำหนักไม่ได้
  • ผู้ป่วยควรพักการใช้งานเข่า ประคบเย็น หากไม่ดีขึ้นให้รีบพบแพทย์
  1. เกาต์
  • เกิดจากระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติ แล้วมีการสะสมอยู่ในข้อ จนทำให้ข้ออักเสบเฉียบพลัน เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า หรือตามข้อต่างๆเช่น ข้อเท้า หรือ ข้อเข่า มักจะปวดฉับพลัน ปวดเพียงข้อเดียว ข้างใดข้างหนึ่ง
  • ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองด้วยการรับประทานยาเพื่อควบคุมอาการและหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่มีกรดยูริกสูง และแนะนำมาพบแพทย์ เพื่อวาวแผนการรักษาต่อเนื่อง
Categories
บทความ

ไขข้อสงสัย อาการ “ปวดเข่า”

ไขข้อสงสัย อาการ “ปวดเข่า”

อาการปวดเข่า เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง

อันที่จริงแล้ว สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเข่านั้นมีมากมายหลากหลายข้อแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ อายุ น้ำหนักตัว ระดับความหนักของกิจกรรมที่ทำ หรือแม้กระทั่งปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นๆ ก็ส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่าด้วยเช่นกัน สาเหตุของอาการปวดเข่าที่พบได้มาก มีดังนี้

1. ข้อเข่าเสื่อม 

เป็นสาเหตุหลักของอาการปวดเข่าที่พบได้มากที่สุด ซึ่งแม้ว่าโรคนี้จะไม่ได้เป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิต แต่ก็ถือว่าเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่ร่างกายจากอาการเจ็บปวดดังกล่าวได้ อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยเดินได้ไม่เหมือนเดิม เช่น เดินตัวเอียง เดินแล้วต้องเอนตัวไปมา หรือต้องมีคนคอยพยุงเวลาเดิน เป็นต้น

ถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวผู้ป่วยเอง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดหรืออาการผิดปกติของส่วนอื่นๆ ของร่างกายตามมาได้ เช่น อาการปวดหลัง เป็นต้น

อาการของข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกและปานกลางนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อมีแรงกดบีบลงบนผิวข้อเข่ามากๆ เช่น ตอนลุกยืนจากท่านั่ง การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองๆ หรือเดินขึ้นลงบันได และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เข่ามีเสียงดังกรอบแกรบขณะงอหรือเหยียดเข่า เป็นต้น

หากเป็นในข้อเข่าเสื่อมระยะหลังแล้ว อาการปวดเข่ามักเกิดทุกครั้งเมื่อมีการเคลื่อนไหวข้อเข่า มีการยืน การเดิน และอาจพบอาการผิดรูปของข้อเข่า มีเข่าโก่ง ข้อเข่าติด งอเหยียดได้ไม่สุดร่วมด้วย

  • ข้อเข่าเสื่อมที่เกิดจากการเสื่อมตามธรรมชาตินั้น อาจเกิดจากการใช้งานข้อเข่ามากเกินไปต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ จากการทำกิจกรรม ซ้ำๆ จนทำให้เกิดการสึกหรอของผิวข้อเข่า พบมากในผู้ที่เล่นกีฬาบางชนิดบ่อยๆ เช่น การออกกำลังกายประเภทที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่ามาก หรือผู้ที่ทำงานแบบเดิมซ้ำๆ เช่น การยกของหนักเป็นประจำ เป็นต้น
  • ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย นอกจากอาการข้อเข่าเสื่อมจะเกิดตามธรรมชาติได้แล้ว ยังสามารถเกิดก่อนวัยได้อีกด้วย ซึ่งการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยนั้น เป็นผลพวงมาจากการเกิดอุบัติเหตุที่ข้อเข่าตั้งแต่อายุยังน้อย การเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่ามากๆ หรือแม้กระทั่งการนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมบ่อยๆ ก็ถือว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยได้ด้วยเช่นกัน
  • ข้อเข่าเสื่อมอาจเป็นผลของโรคบางชนิด รวมถึงผลจากความผิดปกติอื่นๆ ในบริเวณข้อเข่า (ภาวะข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ) เช่น  ภาวะกระดูกข้อเข่าตายจากการขาดเลือด (Osteonecrosis of knee)  ภาวะกล้ามเนื้อต้นขาลีบ (Quadriceps muscle atrophy)  โรคกระดูกพรุนอักเสบ (Osteochondritis dissecans: OCD) เป็นต้น

2. Patellofemoral Pain Syndrome หรือ Runner’s Knee

เกิดจากกระดูกอ่อนที่รองลูกสะบ้าอยู่นั้นมีการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพไป ซื่งมีสาเหตุจากการที่มีแรงกดที่มากเกินไปต่อลูกสะบ้า หรืออาการกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าและต้นขาไม่สมดุล ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนดึงตัวลูกสะบ้าออกไปจากตำแหน่งที่เคยอยู่ จึงก่อให้เกิดอาการปวดขึ้น โดยเฉพาะตอนเดินลงบนทางลาดชัน และเดินลงบันได

3. โรคข้ออักเสบบางชนิด

เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากอาการปวดแล้ว ยังก่อให้เกิดอาการอักเสบของข้อ คือ อาการบวม แดง ร้อน และเกิดเข่าติดได้เช่นกัน

4. หมอนรองข้อเข่าและเส้นเอ็น

ภายในหรือรอบๆ ข้อเข่าได้รับบาดเจ็บ เช่น หมอนรองข้อเข่าฉีกขาด เอ็นไขว้หน้าขาด เอ็นเข่าด้านในได้รับบาดเจ็บ เป็นต้น

วิธีดูแลตัวเองขั้นพื้นฐานเมื่อมีอาการปวดเข่า

สำหรับผู้ที่คิดว่าตัวเองเริ่มมีอาการปวดข้อเข่า และกังวลว่าอาจจะมีอาการรุนแรงมากขึ้นในอนาคต สามารถนำวิธีปฏิบัติตัวขั้นพื้นฐานเหล่านี้ไปลองปรับใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเข่าเบื้องต้นด้วยตนเองได้

1. การควบคุมน้ำหนัก

สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน ควรเริ่มควบคุมอาหาร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกหลักโภชนาการ ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะ you are what you eat กินอย่างไรได้อย่างนั้น หากเราเลือกรับประทานได้ดี น้ำหนักก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ก็จะทำให้น้ำหนักไปตกที่ข้อเข่าน้อยลง ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดข้อเข่า และหลีกเลี่ยงภาวะข้อเข่าเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย

2. การออกกำลังกาย ป้องกันอาการปวดเข่า

เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพื่อให้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยพยุงข้อเข่า และถ่ายเทน้ำหนักจากข้อเข่ามาที่กล้ามเนื้อ ทำให้ข้อเข่าไม่ต้องรับน้ำหนักมากจนเกินไป สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยท่าบริหารร่างกายที่ไม่มีแรงกระแทกจากน้ำหนักของร่างกาย โดยต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงอายุของแต่ละบุคคล ซึ่งหากเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ก็ควรออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่าน้อยเป็นประจำ เช่น การว่ายน้ำ การเดิน การเต้นแอโรบิกที่ไม่มีท่าที่ต้องกระโดด การปั่นจักรยานอยู่กับที่ เป็นต้น

สำหรับกลุ่มคนที่อายุยังไม่มากนัก ก็สามารถเลือกออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ้งเบาๆ การเดินเร็ว การเต้นแอโรบิค หรือการทำบอดี้เวทเทรนนิ่ง (Body Weight Training) ก็เป็นอีกทางเลือกนึงที่น่าสนใจเช่นกัน (ดูตัวอย่างท่าออกกำลังกายเพื่อป้องกันอาการปวดเข่าได้ ที่นี่)

3. การปรับไลฟ์สไตล์และท่าทางต่างๆ ที่เหมาะสม

  • ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ทุก 20-30 นาที พยายามลุกจากที่นั่งไปเดินบ้าง ซึ่งนอกจากจะหลีกเลี่ยงอาการปวดข้อเข่าแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ได้เกิดอาการปวดที่กล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่าทั้งสองข้าง หรือ ออฟฟิศซินโดรม ได้อีกด้วย
  • การจัดท่านั่งให้ถูกต้องเหมาะสม ควรนั่งเก้าอี้แทนการนั่งพื้น จะทำให้ลุกได้ง่ายขึ้น เพราะมีการใช้แขนช่วยยันตัวขึ้นตอนลุกจากที่นั่ง ทำให้เกิดกดที่ข้อเข่าน้อยลง การใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเวลาเดิน
  • หลีกเลี่ยงการนั่งที่ต้องมีการงอเข่าหรือพับเข่ามากๆ เป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งยองๆ นั่งสมาธิ นั่งพับเพียบ เนื่องจากท่านั่งเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกดที่ผิวข้อเข่าเป็นอย่างมาก อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ในอนาคต
  • ควรหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการกระดูกสันหลังคดและอาการปวดข้อเข่าได้ในอนาคต โดยเฉพาะข้อเข่าด้านที่มักจะไขว้อยู่ด้านบนตลอด หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูงก็มีส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อเข่าได้ ควรหลีกเลี่ยงหากทำได้ แต่หากมีความจำเป็นต้องใส่จริงๆ ก็ควรพักเท้าทุกๆ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

4. รับประทานยาแก้ปวด

หากมีอาการปวด เช่น ยา Paracetamol Ibuprofen เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า อาการปวดเข่านั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น การรักษาก็มีความจำเพาะเจาะจงต่อโรคแตกต่างกันไป แต่การป้องกันและดูแลตัวเองก็ยังถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำเบื้องต้นที่ได้กล่าวไว้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดเข่ามานานเป็นระยะเวลานึงแล้วไม่หาย หรือเป็นๆ หายๆ ไม่หายสนิท แนะนำให้เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดจะดีที่สุด

Categories
บทความ

ข้อเข่าเสื่อมและวิธีการถนอมข้อเข่าเทียม

ข้อเข่าเสื่อมและวิธีการถนอมข้อเข่าเทียม

โรคข้อเข่าเสื่อม หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า

  1. ความเสื่อมแบบปฐมภูมิหรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่

  • อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
  • เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
  • น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1 – 1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูกส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
  • การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นต้น
  • ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
  • กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม
  1. ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เกาต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น

 

อาการโรคข้อเข่าเสื่อม

  • อาการระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัด โดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ
  • อาการเมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

เกณฑ์วินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

  1. มีอาการปวดเข่า
  2. ภาพรังสีแสดงกระดูกงอก
  3. มีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
    – อายุเกิน 50 ปี
    – มีอาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที
    – มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่าจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ

วิธีถนอมข้อเข่าเทียม

ถึงแม้ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเทียมแล้วก็ยังต้องดูแลตนเองเพื่อถนอมข้อเทียมให้ยาวนาน โดยปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่มีแรงกดที่ข้อ ได้แก่
  • นั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ นั่งเก้าอี้เตี้ย นั่งไขว่ห้าง ไขว้ขา การบิดหมุนเข่าไม่ว่ากรณีใด ๆ
  • ขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น
  • การยกหรือแบกของหนัก ๆ
  • การใช้หมอนรองใต้เข่าเป็นเวลานาน ๆ ขณะนอน จะทำให้การไหลเวียนเลือดที่ใต้ข้อพับเข่าเป็นไปได้ไม่สะดวกและข้อเข่าอาจตึงยึดเอ็นที่หนาตัวขึ้น ตลอดจนความขรุขระของกระดูกอ่อนที่บุปลายหัวกระดูก
  1. การจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ได้แก่
  • บริเวณบ้านควรจัดให้โล่ง สว่าง ไม่มีสิ่งกีดขวางบนทางเดิน เพื่อกันการสะดุดล้มลง
  • ถ้าจำเป็นต้องขึ้นลงบันไดควรมีราวจับทั้ง 2 ด้านของบันได
  • ส้วมเป็นแบบชักโครก
  • ภายในห้องน้ำควรใช้วัสดุกันลื่น มีราวจับ
  • ควรจัดเก้าอี้สำหรับนั่งอาบน้ำจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสะดวกสบายขณะอาบน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการลงไปอาบในอ่างอาบน้ำ เพราะอาจลื่นล้มได้ง่าย
Categories
บทความ

ออกกำลังกาย ต้านข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

ออกกำลังกาย ต้านข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นปัญหาที่พบบ่อยโดยเฉพาะในวัยสูงอายุและเป็นโรคที่รบกวนกิจวัตรประจำวัน ทำให้ลุกยืน เดิน ขึ้นบันไดได้ลำบาก บางครั้งกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้สะดวก บางรายต้องอยู่บ้าน ไม่อยากไปไหนมาไหน แต่เชื่อไหมว่า ยังไม่ทันแก่…ข้อก็เสื่อมได้

ที่มาข้อเสื่อม
            โรคข้อเสื่อม มักเกิดจากการใช้งานข้อที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นตามวัยคือใช้งานมานาน ย่อมมีความสึกหรอไปตามเวลา แต่บางรายใช้งานไม่ถูกต้อง จะเป็นการเร่งให้โรคข้อเสื่อมเป็นไปเร็วขึ้น(โรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิ) มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งโดยทั่วไปมักเกิดในช่วงอายุมากกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคบางอย่างเป็นสาเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้เร็วกว่าวัยอันควร เช่น โรคเอ็นภายในข้อเข่าฉีกขาด หมอนรองข้อเข่าแตก กระดูกสะบ้าหลุด หรือมีการติดเชื้อภายในข้อเข่า เป็นต้น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบของข้อเข่าเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุนำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก่อนวัย(โรคข้อเข่าเสื่อมทุติยภูมิ)

พฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า
            1.คนที่ชอบนั่งงอเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ หรือนั่งยอง ๆ เป็นประจำ จะเพิ่มแรงอัดภายในข้อเข่า ซึ่งจะรบกวนการนำอาหารไปสู่เซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ โรคข้อเข่าเสื่อมนี้ เริ่มจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อโดยตรง และเมื่อเป็นมากขึ้นการสึกหรอจะลามไปยังองค์ประกอบอื่นของข้อเข่า เช่น ชั้นใต้กระดูกอ่อนซึ่งเป็นกระดูกแข็ง จะเกิดถุงน้ำข้างใต้กระดูก หมอนรองเข่าสึก เอ็นหุ้มข้อเข่าหนาตัวขึ้น มีกระดูกงอกบริเวณปลายกระดูก เป็นต้น
            2.กรณีน้ำหนักตัวมากเกินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่เร่งให้เกิดอาการข้อเสื่อมเร็วขึ้น เพราะข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลาที่ใช้งานข้อ ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือขึ้นลงบันไดก็ตาม  
            3.การใส่รองเท้าส้นสูง จะทำให้ข้อเข่ามีแรงกดทับมากกว่าปกติ ทั้งยังทำร้ายข้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องรับน้ำหนักก่อนจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักได้ง่าย และหากคนที่ข้อเข่าไม่แข็งแรง หรือมีโครงสร้างร่างกายผิดปกติ จะมีผลกระทบมากกว่าคนปกติ

อาการข้อเสื่อม
            ในระยะแรก จะสังเกตว่ามีเสียงดังขณะขยับข้อไปมา บางรายมีอาการข้อฝืดโดยเฉพาะเวลานั่งนาน ๆ หรือขณะเปลี่ยนอิริยาบถ จะเสมือนข้อถูกล็อกไว้ ต้องขยับไปมาสัก 2-3 ครั้ง จึงเหยียดเข่าออกได้ บางรายมีข้อบวมโต หรือมีบวมแดง มีน้ำภายในข้อ ซึ่งบ่งถึงการอักเสบที่เป็นมากขึ้นนั่นเอง ในรายที่เป็นมากอาจพบข้อติด ขยับไม่ได้เต็มที่ หรืออาจพบกล้ามเนื้อขาลีบเล็กลงกว่าข้างปกติ เป็นต้น

บริหารกล้ามเนื้อข้อเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง
            การออกกำลังกายหรือกายบริหารนั้น ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าขาหรือกล้ามเนื้อเหยียดเข่าเป็นหลัก ท่าบริหารข้างล่างนี้เริ่มจากง่ายไปยาก ดังนี้
ท่าที่ 1 
     – นอนหงาย เอาหมอนเล็ก ๆ วางใต้เข่า
     – เหยียดเข่าตรง นับ 1-10
     – ทำได้ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงมากนัก
ท่าที่ 2 
     – นั่งยกขาข้างหนึ่งวางพาดม้าเตี้ย
     – เหยียดเข่าตรง เกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา
     – พร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น
     – นับ 1-10 หรือเท่าที่ทำได้
     – ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะยกขาตนเองได้
     – ถ้ามีปัญหาข้อเหยียดไม่สุด ให้ใช้ถุงทรายถ่วงที่ข้อเข่าร่วมด้วย
ท่าที่ 3 
     – นั่งชิดพนักเก้าอี้
     – เหยียดเข่าตรงพร้อมกระดกข้อเท้าขึ้น
     – เกร็งค้างนับ 1-10 ทำสลับข้าง
ท่าที่ 4 
     – นั่งไขว้ขา
     – ขาที่อยู่ด้านล่างเกร็งเหยียดเข่าตรงเท่าที่ทำได้
     – เกร็งนับ 1-10 และทำสลับข้างเช่นกัน
     – ช่วยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าขาได้ดี
ท่าที่ 5 
     – นั่งไขว้ขาเหมือนท่าที่ 4 แต่ให้ขาที่อยู่ด้านบนออกแรงกดลงด้วย ในขณะที่ขาล่างเหยียดขึ้นตรงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เช่นกัน
     – กล้ามเนื้อหน้าขาของขาล่างต้องรับน้ำหนักมากขึ้นอีก คือทั้งน้ำหนักของขาล่างรวมกับน้ำหนักของขา ข้างบน และแรงกดจากขาที่อยู่ข้างบน ทำสลับข้างในทำนองเดียวกัน
     – ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหน้าขาและท้องขาได้ดีมาก เป็นท่าที่ยากที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าขาต้องออกแรงมากที่สุด
       การบริหารทุกท่าให้เริ่มทำจากน้อยไปมาก โดยทำชุดละประมาณ 20-30 ครั้ง วันละ 2-3 ชุด เป็นอย่างน้อย ค่อย ๆ เพิ่มตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบเข่าของแต่ละคน จนได้ประมาณ 100 ครั้งต่อวัน

ใช้ข้อเข่าอย่างถูกวิธี
       การใช้ข้ออย่างถูกวิธี จะช่วยถนอมข้อเข่าให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ชะลอความเสื่อม ซึ่งวิธีการนั้นตรงข้ามกับพฤติกรรมซึ่งทำร้ายข้อนั่นเอง กล่าวคือ
     • ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกิน
     • เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องงอเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ
     • ขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น หากอยู่บ้านชั้นล่างได้จะเป็นการดีมาก ไม่ต้องขึ้นลงบ่อย ๆ
     • เลือกประเภทของการออกกำลังกายที่ไม่มีผลร้ายต่อข้อเข่า เช่น การเดิน การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายในน้ำ เป็นต้น
     • หมั่นบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อได้
     • ใช้สนับเข่าเท่าที่จำเป็น มักเลือกใช้ในรายที่ข้อเสียความมั่นคง แต่หากข้อยังมีความมั่นคงอยู่ การใช้สนับเข่า อาจทำให้กล้ามเนื้อโดยรอบเข่าอ่อนแรงได้
     • หากมีอาการเจ็บข้อเข่ามากอย่างเฉียบพลัน อาจถือร่มหรือไม้เท้าในด้านตรงข้ามกับขาที่เจ็บ จะช่วยลดแรงกระทำต่อข้อ และลดอาการปวดได้

       อย่าลืม หมั่นสำรวจกิจวัตรประจำวันของท่านว่า ในแต่ละวันท่านทำร้ายข้อเข่ามากน้อยเพียงไร หากท่านมีอาการข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย ขอย้ำว่า “ไม่มีคำว่าสาย ในการแก้ไขพฤติกรรมต่าง ๆ ให้ถูกต้อง” สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มิควรละเลย คือความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย เพื่อเสริมความแข็งแรงของข้อเข่า     

       เริ่มเสียแต่วันนี้ เพื่อป้องกันการเกิดข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควรค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=783

Categories
บทความ

ปวดเข่าอาจไม่ใช่แค่ข้อเข่าเสื่อม

ปวดเข่าอาจไม่ใช่แค่ข้อเข่าเสื่อม

“ข้อเข่า” ทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักตัวเกือบตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นั่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ล้วนส่งผลกระทบต่อเข่าได้ เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งยองเป็นประจำ การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หรือการลื่นหกล้ม ทั้งหมดนี้ต่างส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาข้อเข่าได้ทุกเพศทุกวัย และหากปล่อยไว้ไม่รีบทำการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมได้


รู้จักข้อเข่า

ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง ลูกสะบ้า นอกจากนี้ยังมีอวัยวะที่สำคัญอย่าง กระดูกอ่อน และน้ำหล่อเลี้ยงข้อเข่าที่ทำหน้าที่รองรับการเคลื่อนไหวของข้อเข่า นอกจากนี้ยังมีเอ็นรอบ ๆ ข้อเข่า เอ็นไขว้หน้า เอ็นไขว้หลังที่อยู่ด้านใน ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงของเข่าและหมอนรองกระดูก ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกบริเวณเข่า ช่วยดูดซับและกระจายแรงจากน้ำหนักตัว


ปวดเข่าต้องมีสาเหตุ

อาการปวดเข่าสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  1. เส้นเอ็น (Ligament) หากมีการใช้งานซ้ำ ๆ เช่น นักกีฬาที่มีการใช้งานเข่าซ้ำ ๆ อาจส่งผลให้เส้นเอ็นลูกสะบ้าทำงานหนัก ทำให้อักเสบหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างเล่นกีฬาหรือฝึกซ้อม การกระทบกระแทกรุนแรงจากการแข่งขันกีฬา เกิดการล้มเข่าบิด อาจทำให้เอ็นรอบ ๆ ข้อเข่าหรือเอ็นไขว้หน้าด้านในฉีกขาด ส่งผลให้เกิดการปวดบวมเข่า ข้อเข่าไม่มั่นคงได้
  2. กระดูกอ่อน (Cartilage) เป็นสาเหตุที่ทำให้ปวดเข่าได้เช่นกัน ที่พบได้บ่อย เช่น กระดูกอ่อนลูกสะบ้า โดยอาจเป็นร่วมกับเอ็นลูกสะบ้าอักเสบได้ เกิดจากการใช้งานซ้ำ ๆ หรือมีการกระแทกซ้ำ ๆ จนทำให้เกิดการอักเสบหรือสึกหรอขึ้นบริเวณกระดูกอ่อน หรือจากการงอเข่า นั่งยองเป็นประจำ การใช้งานข้อเข่าในการเดินขึ้นลงบันได ร่วมกับกล้ามเนื้อโดยรวมของสะโพกและขาไม่แข็งแรงมากพอ ก็ส่งผลทำให้คนไข้เกิดอาการปวดเข่าได้ หากเกิดการบาดเจ็บรุนแรง กระดูกอ่อนอาจจะหลุดร่อนเป็นชิ้นมาขัดในข้อเข่าได้ (Loose Body)
  3. หมอนรองกระดูก (Meniscus) ปัญหาของหมอนรองกระดูกอาจเกิดจากความเสื่อมของเนื้อหมอนรองกระดูกตามการใช้งานตามอายุ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา กระดูกอ่อนเกิดการเสียดสีกันไปเรื่อย ๆ เกิดการสึกหรอไปเรื่อย ๆ กลายเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ทั้งนี้สาเหตุอื่น ๆ เช่น การหกล้มหรือลื่นไถลผิดท่าอาจจะทำให้หมอนรองกระดูกที่มีความเสื่อมอยู่แล้วฉีกขาดรุนแรงมากขึ้นได้  แต่ในคนที่อายุน้อย ไม่ได้มีปัญหาความเสื่อมของหมอนรองกระดูก หากประสบอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกฉีกขาดและมีอาการปวดเข่าได้เช่นกันในทุกเพศทุกวัย
  4. ภาวะข้อเข่าเสื่อม ก็จะมีอาการปวดเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากปวดด้านในข้อเข่า หากอาการเสื่อมเป็นรุนแรงขึ้นก็จะทำให้ปวดทั่ว ๆ หัวเข่าตามมา ซึ่งสาเหตุข้อเข่าเสื่อมอาจจะเกิดจากมีการบาดเจ็บของส่วนต่าง ๆ ในข้อเข่า เช่น เส้นเอ็น หรือหมอนรองกระดูก และถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที

ปวดเข่าอาจไม่ใช่แค่ข้อเข่าเสื่อม
อาการปวดเข่า

อาการปวดเข่า ส่วนใหญ่จะซ้อนทับกัน ไม่สามารถบ่งชี้ลักษณะอาการได้โดยตรงจากภายนอก แพทย์จะประเมินอาการของคนไข้และวินิจฉัยจากการซักประวัติและตรวจร่างกายเพิ่มเติมด้วย แต่หากสงสัยการบาดเจ็บรุนแรงในข้อเข่า การทำ MRI ประกอบเพิ่มเติมจะช่วยให้ทราบถึงความรุนแรงและวินิจฉัยอาการได้ตรงตามตำแหน่ง ในกรณีที่คนไข้มีอาการผิดปกติ เช่น

  1. มีอาการเจ็บหรือปวดข้อเข่าผิดปกติ ประสบปัญหาในการเหยียดงอของข้อ มีอาการเหยียดไม่สุด งอไม่เข้า การยืนหรือลงน้ำหนักไม่ได้หรือได้ไม่เต็มที่
  2. มีอาการปวด บวม ร้อนในตำแหน่งข้อเข่า เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการอักเสบของเข่า
  3. มีอาการปวดเรื้อรังไม่หาย ทานยาสามัญประจำบ้านแล้วไม่ดีขึ้น หรือพักขา ลดการเดินหรือกิจกรรมที่ส่งผลต่อข้อเข่าแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบมาพบแพทย์

รักษาอาการปวดเข่าจากหมอนรองกระดูกฉีกขาด

ปัจจุบันการรักษาอาการปวดเข่าจากหมอนรองกระดูกฉีกขาด ใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก Minimally Invasive Surgery ซึ่งเกิดการฉีกขาดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น  ฉีกแหว่ง ฉีกตามยาว หรือฉีกปลิ้นออกมาขัดและเสียดสีอยู่กับกระดูกข้อเข่า ทำให้รู้สึกเจ็บหรือขัดเวลาขยับเข่า ซึ่งการฉีกขาดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย คนไข้อาจพบเจอกับการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกในหลายรูปแบบหรือรูปแบบใดแบบหนึ่งได้ การรักษาจะใช้วิธีการเย็บซ่อมด้วยอุปกรณ์เย็บผ่านกล้อง โดยแพทย์จะเจาะรูแผลผ่าตัดที่เข่าเล็ก ๆ ประมาณ 2 – 3 รู (ขึ้นอยู่กับลักษณะการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก) ช่วยให้แผลมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย เสียเลือดน้อย บาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบ ๆ เข่าน้อย คนไข้ฟื้นตัวไว ภายหลังการผ่าตัดรักษาแพทย์จะให้คนไข้ทำกายภาพฟื้นฟู ลดอาการปวดบวม บริหารกล้ามเนื้อขาโดยรวม ฝึกการเหยียดงอเข่า ฝึกการเดิน หรืออาจใช้เครื่อง Alter – G เข้ามาช่วยฟื้นฟูสภาพกล้ามเนื้อและปรับสมดุลการเดิน ทั้งนี้โปรแกรมการทำกายภาพและการออกกำลังกายของคนไข้แต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการเป็นสำคัญ


ปวดเข่าอาจไม่ใช่แค่ข้อเข่าเสื่อม
ป้องกันปวดเข่า

การป้องกันอาการปวดเข่าสามารถทำได้โดยการบริหารกล้ามเนื้อให้แข็งแรง คนที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงท่าที่เสี่ยง เช่น งอเข่า นั่งยอง คุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิเป็นเวลานาน ๆ เป็นต้น

นอกจากนี้อาจฝึกการบริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก ได้แก่

  1. ท่าเหยียดขาตรง (Straight Leg Raising) นั่งเก้าอี้ให้หลังตรง ยกขาขึ้น เข่าเหยียดตรงไม่งอ ค้างไว้ นับ 1 – 10 ต่อเซ็ต จะได้การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา
  2. สควอช (Squat) กางขาสองข้างระดับหัวไหล่ สามารถยกแขนเพื่อบาลานซ์ตัว หลังตรงเกร็งหน้าท้อง หย่อนก้นและย่อเข่าลงมา พยายามให้หัวเข่าไม่เลยเกินปลายเท้า ย่อเข่าลง 90 องศา แต่ในผู้ที่มีอาการปวดเข่าแนะนำให้ย่อเข่าลงเพียง 45 – 60 องศาที่เรียกว่า ฮาร์ฟสควอช (Half Squat) ทำ 10 ครั้งต่อเซ็ต
  3. ท่าย่อขา (Lunges) เป็นท่าบริหารโดยการย่อขา เพื่อบริหารกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกคล้ายกับการสควอช แต่ใช้การก้าวมาด้านหน้าและย่อเข่าสลับกัน  เป็นต้น


อาการปวดเข่าอาจไม่ใช่แค่ปัญหาจากโรคข้อเข่าเสื่อมแต่เพียงอย่างเดียว หากมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากต้นเหตุ