Categories
บทความ

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม

         เป็นปัญหาที่สำคัญ ซึ่งพบมากในวัยกลางคน และผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก มีความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ    โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้างการทำงานของกระดูกข้อต่อ และกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น  ไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

ตามลักษณะการเกิด คือ

  1. ความเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือ ไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ ของผิวกระดูกอ่อนตามวัย ซึ่งสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัว  เพศหญิง และกรรมพันธุ์
  2. ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บที่ข้อและเส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่า จากการทำงานหรือเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าต์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue021/health-station

Categories
บทความ

เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าบาดเจ็บ ต้องรักษา อย่าปล่อยให้บาดเจ็บเรื้อรัง

เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าบาดเจ็บ ต้องรักษา อย่าปล่อยให้บาดเจ็บเรื้อรัง!

สาเหตุของเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาดมักเกิดจากการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการบิดหมุนตัว มีการกระโดด เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล แบดมินตัน เป็นต้น เมื่อมีการบิดหมุนเข่าจะมีแรงไปกระทำต่อเส้นเอ็นไขว้หน้า ซึ่งทำให้เส้นเอ็นไขว้หน้าเกิดการฉีกขาดได้

สัญญาณเตือนอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด

อาการเอ็นไขว้หน้าขาดจะสามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ระยะ

ระยะเฉียบพลัน มีอาการปวดเข่าอย่างรุนแรง มีอาการเข่าบิด มีอาการปวด ต้องหยุดเล่นกะทันหัน เข่าบวม ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักข้างที่มีอาการบาดเจ็บได้

ระยะเรื้อรัง เมื่อมีอาการเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดและไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด จะมีอาการเข่าหลวม เข่าไม่มั่นคง ไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม เสี่ยงต่อการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและกระดูกอ่อนหัวเข่า ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย

วิธีการรักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าขาด

การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าในปัจจุบันใช้วิธีการส่องกล้องผ่าตัดสร้างเอ็นไขว้หน้า (Arthroscopic ACL reconstruction) และใช้เส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมาทำเอ็นไขว้หน้าใหม่ ซึ่งพบว่า 95% ของผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดสามารถกลับไปใช้ชีวิตและเล่นกีฬาที่ตนเองรักได้เหมือนเดิม

นายแพทย์ไตร พรหมแสง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา

สุขภาพข้อไหล่ ข้อไหล่

จัดเป็นข้อที่มีความซับซ้อนมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ เมื่อเป็นโรคข้อไหล่แล้ว จะรักษายากที่สุด !!

Categories
บทความ

การรักษาเอ็นข้อเข่าฉีกขาด

การรักษาเอ็นเข่าฉีกขาด แบ่งเป็น 3 กรณีตามความรุนแรง

การรักษาเอ็นเข่าฉีกขาด แบ่งเป็น 3 กรณีตามความรุนแรง

  • กรณีเนื้อเยื่อบางส่วนของเอ็นฉีกขาด แพทย์จะรักษาด้วยยาบรรเทาปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ใส่ผ้าพยุงเข่า หรือทำกายภาพบำบัด งดการใช้เข่าชั่วคราว
  • กรณีเอ็นฉีกขาดบางส่วน  แพทย์จะพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยว่าจะผ่าหรือไม่ ถ้าไม่ผ่าตัดอาจให้พักหรือใส่เฝือกไว้
  • กรณีเอ็นเข่าฉีกขาด แพทย์จะแนะนำให้ผ่าตัด เย็บซ่อมเอ็น หรือสร้างเอ็นใหม่

การผ่าตัด ซ่อมแซมหรือสร้างเอ็นใหม่
นอกเหนือจากการผ่าตัดแบบเดิมคือเปิดแผลที่เข่าแล้ว ปัจจุบันผู้ป่วยยังมีทางเลือกของการผ่าตัดด้วยแผลเล็ก คือผ่าตัดผ่านกล้อง จะทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อย เสียเลือดน้อย เดินได้เร็วขึ้น

การผ่าตัดส่องกล้อง
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย โดยเฉพาะการผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างแบบเดิมๆแล้ว การผ่าตัดสร้างเอ็น ไขว้หน้า(ACL) และการเย็บ หมอนรองข้อเข่า (Menicus) ก็สามารถทำได้โดยผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว ทำกายภาพบำบัดได้ง่ายกว่าเดิม กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เร็วกว่าเดิม

หลังผ่าตัดเอ็นหัวเข่า

  • ผู้ป่วยจะได้รับการพันเข่าด้วยสำลีหนาๆ แล้วพันด้วยผ้ายืด เพื่อไม่ให้บวม
  • หลังจากแผลหาย เริ่มบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า
  • ควรเลือกการบริหารกล้ามเนื้อ โดยที่เข่าไม่ต้องเพิ่มการรับน้ำหนัก เช่น การว่ายน้ำ
  • สำหรับนักกีฬาหลังผ่าตัดเมื่อทำกายภาพบำบัด บริหารฟื้นฟูกล้ามเนื้อแล้ว จะสามารถกลับไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม แต่ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมก่อน

การป้องกันเอ็นเข่าฉีกขาด

  • การเล่นกีฬาควรศึกษาทักษะการเล่นให้ถูกต้อง เลือกสนามที่ปลอดภัยถูกสุขลักษณะ ท่านอาจเลือกกีฬาชนิดอื่นแทนกีฬาที่เสี่ยงต่อการกระแทก ปะทะแรงๆ
  • บ้านที่อยู่อาศัย ควรดูแลให้ปลอดภัย เช่น ไม่มีสิ่งกรีดขวางทางเดิน โดยเฉพาะ บ้านที่มีผู้สูงอายุควรมีราวไว้
  • เมื่อได้รับบาดเจ็บควรมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อการรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง
Categories
บทความ

เส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…จำเป็นต้อง “ผ่าตัด” หรือไม่

เส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…จำเป็นต้อง “ผ่าตัด” หรือไม่

ในแต่ละวันเราใช้งานข้อเข่ากันไปไม่น้อยเลย ไม่ว่าการเดินเร็ว การวิ่ง การขึ้น-ลงบันได หรือในกลุ่มของนักกีฬาที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง ซึ่ง “ภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด”

ถือว่าเป็นอาการที่สร้างความเจ็บปวดและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก และในผู้ป่วยแทบทุกรายมักเกิดคำถามว่า “ฉันต้องผ่าตัด” หรือไม่? เพื่อไขข้อสงสัย…เราจึงค้นหาคำตอบมาบอกคุณ!

อาการบ่งชี้…”ภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด”

– รู้สึกถึงอาการเข่าบิดพลิกอย่างรุนแรงและปวดเข่าในทันที
– เดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือได้ไม่เต็มที่
– ข้อเข่าบวม สาเหตุมาจากการมีเลือดออกในข้อเข่า
– อาการค่อยๆดีขึ้น แต่มักมีอาการเวลาที่ทำกิจกรรมที่หัวเข่าต้องบิดหมุน เช่น เดินเร็ว, วิ่ง หรือเล่นกีฬา

เมื่อเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด…ต้องผ่าตัดทุกรายหรือไม่

หากมีภาวะเส้นเอ็นไขว้หน้าขาด อาจยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่อาจเกิดข้อเข่าเคลื่อนเมื่อผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ต้องมีการบิดหมุนหัวเข่า และยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและผิวกระดูกอ่อนข้อเข่า ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่รุนแรงกว่า ดังนั้นการรักษาภาวะเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด อาจรักษาเบื้องต้นด้วยการบริหารเพื่อฝึกข้อต่อและกล้ามเนื้อ ควบคู่ไปกับการให้ยา และเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกิดการบิดหมุนของหัวเข่า


การรักษาเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาดด้วยการผ่าตัด…ดีอย่างไร

เพราะเส้นเอ็นข้อเข่าที่ฉีกขาดไม่สามารถเย็บให้กลับมาติดกันใหม่ได้ แพทย์จึงต้องทำการสร้างเส้นเอ็นใหม่ โดยในปัจจุบันมีการผ่าตัดเส้นเอ็นไขว้หน้าด้วยการส่องกล้อง พร้อมกับใช้เส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมาทำเอ็นไขว้หน้าใหม่ โดยเส้นเอ็นที่นิยมนำมาทดแทนนั้น คือ เส้นเอ็นสะบ้า ซึ่งอยู่ระหว่างสะบ้ากับกระดูกแข้ง และ เส้นเอ็น Hamstrings ซึ่งอยู่ด้านในของข้อเข่า


หลังผ่าตัดรักษาเส้นเอ็นข้อเข่าฉีกขาด ควร “ดูแลตนเอง” อย่างไร?

– หลังผ่าตัดตลอด 1 เดือน ควรใช้ไม้เท้าและสนับเข่า
– หลังผ่าตัด 1 เดือนครึ่ง ให้หยุดใช้ไม้เท้าและสนับเข่า
– หลังผ่าตัด 3 เดือน ให้ค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการเดิน
– หลังผ่าตัด 6-9 เดือน ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องก่อนกลับมาใช้งานข้อเข่าตามปกติ

Categories
บทความ

7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้า

7 อาหารกินบ่อยๆ ช่วยบำรุงข้อเข่าให้เสื่อมช้า

ไหน!! ใครเข้าข่ายว่าจะมีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยอันควร ลองมาดูกันว่า ควรเลือกกินอะไรดี ที่พอจะช่วยบำรุงกระดูกและข้อให้อย่างน้อยก็เสื่อมช้าลงได้

 

กุ้งแห้ง : จะเสริมกระดูกให้แข็งแรง ก็แน่นอนว่าเราต้องกินแคลเซียมนี่ล่ะ แล้วแทนที่จะต้องกินแคลเซียมเสริมแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำไมถึงไม่เลือกกินแคลเซียมจากธรรมชาติอย่างกุ้งแห้งแทน ในกุ้งแห้ง 1 ขีด มีแคลเซียมสูงถึง 2,300 มิลลิกรัมเลย

 

ฝรั่ง : วิตามินคือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงข้อต่อต่างๆ ได้โดยตรง และยังมีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย ในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ แพทย์แนะนำให้บริโภควิตามินซีอย่างน้อยวันละ 90 มิลลิกรัม ฝรั่งคือผลไม้ที่วิตามินซีสูงและหาทานง่ายที่สุด

 

ปลาทะเล : ในปลาทะเลที่เราหาทานกันง่ายๆ อย่างปลาแซลมอน  หรือปลาทูธรรมดานี่ล่ะ จะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่นอกจากเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย ยังเป็นแหล่งสร้างคอลลาเจน ที่จะช่วยเสริมสร้างข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ในร่างกายที่ถูกทำลายลง

 

งาดำ : เชื่อไหมว่าในงาดำนั้น มีทั้งแคลเซียมช่วยเสริมกระดูกแข็งแรง และยังมีแร่ธาตุทองแดงที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้น มีแร่สังกะสีที่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้อีกด้วย

 

ขิง : ขิงถูกยกให้เป็นสมุนไพรที่ช่วยลดอาการปวดเข่าได้ เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบตามข้อแล้ว ความร้อนจากขิงยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด แถมในขิงมีสารแอนติออกซิแดนท์

 

มะเขือเทศ : ผักที่ใครๆ ว่ากินแล้วผิวสวยสุดๆ นี่ล่ะ นั่นเป็นเพราะมะเขือเทศคือแหล่งของคอลลาเจน นอกจากช่วยบำรุงผิวแล้ว คอลลาเจนยังช่วยซ่อมแซมข้อต่อกระดูกอ่อนต่างๆ ได้ ไม่มากก็น้อย

 

น้ำเต้าหู้ : ในถั่วเหลืองก็เป็นอีกแหล่งคอลลาเจนเช่นกัน วิธีง่ายๆ ที่จะได้สารอาหารก็แค่ ลองดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ แล้วลองสังเกตสิว่า ถ้าวางทิ้งไว้นานๆ ผิวหน้าจะเกาะตัวกันเป็นแผ่นเจล ดื่มประจำในปริมาณที่พอเหมาะ ก็ช่วยเพิ่มคอลลาเจนให้ร่างกายได้

Categories
บทความ

ข้อเข่าเสื่อม ห้ามกินอะไร เมนูไหนที่พี่ต้อง Say no

ข้อเข่าเสื่อม ห้ามกินอะไร เมนูไหนที่พี่ต้อง Say no

คุณอาจสงสัย ข้อเข่าเสื่อม ห้ามกินอะไร แล้วมีผลให้น้องเข่าเสื่อมสภาพด้วยหรอ ใช่เลยครับ เพราะมนูสุดเลิฟบางอย่าง ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้อาการแย่ลง ไปดูกันว่ามีเมนูอะไรบ้างที่เราควร ลด ละ เลิก
 
  • อาหารรสเค็มจัดหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง ร่างกายจะบวมน้ำและรับน้ำหนักมากขึ้น
  • อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลมาก จะทำให้เกิดอาการอักเสบบริเวณข้อเข่าได้ง่าย
  • ข้าวขัดสี ธัญพืชขัดขาวต่างๆ อาจกระตุ้นให้ข้อต่อเกิดการอักเสบ
  • อาหารไขมันสูง อาหารประเภททอด นอกจากทำให้น้ำหนักเพิ่ม ยังเพิ่มการอักเสบอีกด้วย
  • เนื้อสัตว์ที่ถูกให้ความร้อนสูงๆเป็นเวลานาน จะเกิดสาร AGEs ไปกระตุ้นการอักเสบ
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลเสียกับโรคหรือภาวะต่างๆของร่างกายแน่นอนอยู่แล้ว
  • เครื่องดื่มคาเฟอีน อาจทำให้มวลกระดูกลดลง เพราะกระตุ้นให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมา

แน่นอนว่าโรคเข่าเสื่อมทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีอาจช่วยชะลอการเสื่อมสภาพได้ระดับหนึ่ง แต่จะฟื้นฟูข้อเข่าให้ดีขึ้นต้องมีตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพอย่าง

โมเวล(Movell) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนวัตกรรมจากฝรั่งเศส

  • โพรเมอริม ไบโอแอคทีฟคอลลาเจนลิขสิทธิ์เฉพาะโมเวล
  • โครงสร้างโมเลกุลเหมือนในข้อต่อ ดูดซึมดี นำไปใช้เต็มประสิทธิภาพ
  • กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของเซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ
  • ลดความเจ็บปวด ลดอาการปวดอักเสบของข้อได้เร็ว
  • เสริมมวลกระดูกให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียมธรรมชาติจากสาหร่ายสีแดง พร้อมแร่ธาตุจากท้องทะเลน้ำลึกกว่า 52 ชนิด
  • มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองในระดับสากล

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.rophekathailand.com/post/j/movell/osteoarthritis-foods-to-avoid

Categories
บทความ

กินอะไรให้ข้อเข่าแข็งแรง ลดอาการลดเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม

กินอะไรให้ข้อเข่าแข็งแรง ลดอาการลดเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม

ผู้ที่เป็น ‘โรคข้อเข่าเสื่อม’ หรือมีอาการปวดหัวเข่าจากสาเหตุอื่นๆ การมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะยิ่งทำให้อาการลุกลามหรือหายช้า จึงควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการปรับการกินอาหาร แม้ว่าอาหารที่กินนั้นจะไม่ได้ช่วยในการรักษาโรคโดยตรง แต่หากผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เหมาะสมก็จะลดปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว และลดโอกาสการเกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างข้อกระดูกรวมถึงกล้ามเนื้อให้แข็งแรงได้อีกทางหนึ่ง

อาหารที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมควรรับประทาน

    • อาหารมีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง โดยเฉพาะอาหารทะเล เช่น ปลาทะเล ปลาแซลมอน หรือแม้แต่ปลาน้ำจืดประเภทปลาเนื้อขาว จะช่วยบำรุงข้อต่อกระดูกให้แข็งแรง และลดอาการปวดหรืออักเสบในผู้ป่วยที่มีข้อเข่าอักเสบ และลดอาการติดแข็งบริเวณข้อต่างๆ 
    • อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระหรือเบต้าแคโรทีนสูง โดยเฉพาะผักต่างๆ อย่างใบยอ ยอดแค ผักโขม ผักคะน้า บรอกโคลี ผักกระเฉด ถั่วงอก อีกทั้งยังควรกินผักให้หลากสี เช่น มะเขือเทศสีแดง แครอทสีส้ม กะหล่ำปลีสีม่วง ข้าวโพดและฟักทองสีเหลือง เพราะจะได้วิตามินที่หลากหลาย โดยเฉพาะผักใบเขียวต่างๆ จะมีวิตามินเคที่มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกค่อนข้างสูง
    • อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น อัลมอนด์อบ งาดำ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้หลอด แม้แต่การกินปลาตัวเล็กตัวน้อยก็จะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กระดูกแข็งแรง ทั้งนี้ควรจะกินอาหารที่มีวิตามินดีสูง จำพวก นม ไข่ ปลาซาดีน ควบคู่กันไปได้ด้วย เพราะวิตามินดีจะช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น
    • อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี โดยเฉพาะผลไม้ต่างๆ เช่น ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะละกอสุก เพราะวิตามินซีจะช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระอีกทางหนึ่ง
    • อาหารที่มีสารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ เช่น เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แอปเปิ้ล ชาเขียว หัวหอม และมะเขือเทศ จะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินซี สร้างความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อ ทำให้ผนังหลอดเลือดและเส้นเลือดฝอยแข็งแรง ลดโอกาสเกิดการฟกช้ำ บวม
    • รับประทานอาหารประเภทอบ ต้ม ตุ๋น นึ่ง ย่าง แทนประเภทผัด ทอด หรือแกงกะทิ เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว

อาหารที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมควรหลีกเลี่ยง

    • อาหารเสริมและวิตามินสำเร็จรูป หากต้องการกินควรปรึกษาแพทย์ก่อน แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ป่วยขาดวิตามินชนิดใดหรือไม่ และจะกำหนดให้กินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะอาหารเสริมหรือวิตามินบางอย่างก็ไม่มีความจำเป็น มีราคาสูง และหากได้รับมากเกินไปกลับจะเป็นโทษมากกว่ามีประโยชน์
    • อาหารเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยเกลือ ซีอิ้ว น้ำปลา ซอสปรุงรส และการกินอาหารเค็ม อาหารแปรรูป หมัก ดอง รวมถึงขนมถุงกรุงกรอบ เพราะอาหารที่มีโซเดียมสูงอาจส่งผลให้เซลล์เก็บน้ำไว้มากเกินไปจนร่างกายบวมน้ำ
    • อาหารหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลมาก เพราะอาจกระทบต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้แผลหรือกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าเกิดอักเสบได้ง่ายขึ้น
    • แป้งขัดขาว เช่น ขนมปังข้าว พาสต้า ซีเรียล ธัญพืชขัดขาว อาจกระตุ้นการอักเสบของข้อต่อกระดูก
    • อาหารทอด หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมากนอกจากทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มแล้ว อาจเพิ่มการอักเสบได้ จึงควรหลีกเลี่ยง เช่น หมูทอด ไก่ทอด ทอดมัน ลูกชิ้นทอด กล้วยแขก เฟรนซ์ฟราย เค้ก ไอศกรีม
    • เนื้อสัตว์ที่ปรุงด้วยอุณหภูมิสูงนานๆ นอกจากเสียคุณค่าทางอาหารแล้ว จะทำให้เกิดสาร AGEs (Advanced Glycation End Products) ที่อาจทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อต่างๆ
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจกระตุ้นอาการต่างๆ ให้รุนแรงขึ้น และอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่กินอยู่ ทำให้ยาออกฤทธิ์ไม่ได้ผลเท่าที่ควร และส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมา
    • กาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะคาเฟอีนจะทําให้ร่างกายขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ จนอาจทำให้แคลเซียมในร่างกายเสียสมดุล หากได้รับในปริมาณมากๆ เป็นประจำอาจทำให้มวลกระดูกบางลงด้วย
Categories
บทความ

เข่าเสื่อม และอาการข้อเข่าเสื่อม โรคใกล้ตัวที่ต้องทำความรู้จัก และเตรียมตัวให้พร้อม

เข่าเสื่อม และอาการข้อเข่าเสื่อม โรคใกล้ตัวที่ต้องทำความรู้จัก และเตรียมตัวให้พร้อม

   โรคข้อเข่าเสื่อม แทบจะกลายเป็นคำคุ้นเคยสำหรับผู้สูงอายุ แต่ในทุกวันนี้ที่วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง ความสะดวกสบายต่างๆ รวมถึงอาหารการกิน ส่งผลให้โรคข้อเข่าเสื่อมมาเยี่ยมเยือนได้เร็วขึ้น ปัจจุบันเราไม่ได้พบอาการข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปีขึ้นไปก็มีโอกาสเกิดโรคได้เช่นกัน

โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร

โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมและสึกหรอของผิวกระดูกอ่อนข้อเข่า ซึ่งผิวกระดูกอ่อนนี้ ในภาวะปกติทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อที่เรียบลื่น ไม่ติดขัด และทำหน้าที่เป็นส่วนรองรับน้ำหนักของร่างกาย

อาการข้อเข่าเสื่อมจะส่งผลให้เกิดการอักเสบของกระดูกอ่อนผิวข้อและเยื่อหุ้มข้อ ทำให้ความสามารถในการสร้างน้ำไขข้อลดลง หรือสูญเสียคุณสมบัติของน้ำไขข้อไป ส่งผลย้อนกลับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง และอาจหายไปทั้งหมด

ในผู้ป่วยที่ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง ผิวข้อจะเกิดความขรุขระไม่เรียบลื่น มีกระดูกงอกเกิดขึ้นบริเวณรอบๆ ข้อ เกิดการโก่งงอเสียความสมดุลของข้อเข่ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของโรคที่เป็นมากขึ้น

สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม หรือการเสียหาย สึกหรอ ของผิวกระดูกอ่อน มีได้หลายสาเหตุดังต่อไปนี้

  • อายุที่มากขึ้น 
  • น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ (ภาวะน้ำหนักเกิน หรือ โรคอ้วน) ดัชนีมวลกายเกินกว่าเกณฑ์ปกติ (BMI > 25) 
  • การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก ต่อเนื่องยาวนาน เช่น งานที่ต้องยกของหนักบ่อยๆ, งานที่ต้องมีกิจกรรมการนั่งบนพื้น พับเพียบ นั่งยอง ย่อเข่าบ่อยๆ 
  • อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่า เช่น กระดูกหัก, กระดูกสะบ้าเข่าหัก, การฉีดขาดของเอ็นไขว้หน้า หรือหมอนรองกระดูกเข่า 
  • มีประวัติการติดเชื้อในข้อเข่า
  • มีพันธุกรรมของโรคข้อเข่าเสื่อม 
  • โรคข้ออักเสบเรื้อรังต่างๆ เช่น โรครูมาตอยด์, โรคเก๊าท์ เป็นต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่า “เข่าเสื่อม”

คนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการที่เกิดจากลักษณะกายภาพของข้อผิดปกติเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ หรือความเสื่อมที่เพิ่มมากขึ้น และบางครั้งจะเกิดอาการอักเสบเกิดขึ้น 

การอักเสบมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวในข้อเข่าที่เสื่อม เกิดขึ้นเมื่อมีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นกับข้อเข่าที่เสื่อม เช่น เมื่อคนไข้มีการใช้งานเข่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน ขึ้น-ลงบันได หรือ ไปใช้งานกิจกรรมทำร้ายเข่าต่างๆ  สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคมากขึ้น การอักเสบอาจจะเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือ เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้คนไข้มีการใช้งานข้อเข่าที่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ได้

อาการเข่าเสื่อม

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมแบ่งได้ 2 กลุ่มอาการ ได้แก่

  1. อาการที่เกิดจากลักษณะทางกายภาพที่ผิดปกติไปของข้อเข่าที่เสื่อม จะส่งผลให้เกิดการผิดรูปของข้อเข่า (โก่งเข้าใน-ออกนอก) หรือ ส่งผลต่อการใช้งาน การขยับเคลื่อนไหวข้อเข่า อาการเหล่านี้ ได้แก่
    • ข้อเข่าที่เสื่อมช่องข้อแคบลงจากเนื้อกระดูกอ่อนที่หายไป ซึ่งมักจะเกิดกับช่องข้อด้านในก่อน การที่ช่องข้อแคบลงเฉพาะด้านใน ทำให้เกิดการเอียงของข้อเข่า เกิดเป็นเข่าโก่งงอเกิดขึ้น
    • เกิดกระดูกงอกขอบผิวข้อทำให้ข้อติดขัด เวลาเคลื่อนไหวมีเสียงดังคล้ายมีกรวดทรายหยาบอยู่ในข้อ หรือ ทำให้งอ-เหยียดเข่าได้ไม่ปกติ ติดขัดได้ 
    • อาการที่เกิดกับกล้ามเนื้อขยับข้อเข่า ทำให้รู้สึกขาหนัก เมื่อยล้า หรือ ขาไม่มีแรง เกิดจากการที่ข้อเข่าสีกหรอ ขุรขระ ไม่เรียบ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ขยับหมุนข้อต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเคลื่อนไหวข้อเข่า และทำกิจกรรมต่างๆ
  2. อาการที่เกิดจากการอักเสบข้อเข่า การอักเสบ เป็นกระบวนการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ทําให้เนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ (ในข้อเข่าเสื่อมคือกระดูกอ่อนที่สึกหรอ เสียหายไป) เกิดการเข้ามาในบริเวณอักเสบของเซลล์เม็ดเลือดขาว และการเพิ่มขึ้นของสารอักเสบในบริเวณอักเสบ อาการของการอักเสบข้อเข่า ที่เกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ 
    • อาการปวดเข่า เกิดจากสารอักเสบที่เพิ่มขึ้นในบริเวณอักเสบ มักเป็นอาการสำคัญเริ่มแรก จะมีอาการปวด เจ็บ ขัด เสียว แสบ  รู้สึกได้บริเวณรอบๆข้อ โดยเฉพาะด้านในของข้อเข่า อาจมีอาการปวดด้านหน้า หรือ ด้านหลังของข้อเข่าร่วมด้วยตามระดับความรุนแรงของโรค เมื่อเป็นมากจะปวดเข่าตลอดเวลาขยับเคลื่อนไหว ยืน เดิน ซึ่งจะทำให้คนไข้ใช้งานข้อเข่าได้ ไม่คล่องเหมือนเดิม
    • อาการข้อเข่า บวม แดง ร้อน เกิดจากการเพิ่มขึ้นของเลือด และของเหลวในบริเวณอักเสบ

การวินิจฉัยภาวะข้อเข่าเสื่อม

  • ซักประวัติ: อาศัยการซักประวัติการตรวจร่างกายโดยผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมักมีอาการและอาการแสดงดังกล่าว ทำให้สามารถวินิฉัยโรคได้โดยไม่จำเป็นต้องต้องถ่ายภาพเอกซเรย์ การถ่ายภาพเอกซเรย์ของข้อเข่ามีความสำคัญเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคและพิจารณาแนวทางในการรักษาต่อไป
  • ภาพเอ็กซเรย์: การเอ็กซเรย์ทำในท่ายืนลงน้ำหนักที่ขาทั้งสองข้าง จะเห็นความผิดปกติ เช่นช่องของข้อเข่าแคบลงมีกระดูกงอกตามขอบของกระดูกเข่าและกระดูกสะบ้า ในรายที่เป็นมากจะพบการโก่งงอผิดรูปของข้อเข่

แนวทางการรักษาเบื้องต้น หรือในกลุ่มที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมไม่มากนัก

กลุ่มที่ยังมีอาการข้อเข่าเสื่อมในระดับเริ่มแรก รวมถึงการป้องกันสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคนี้ สิ่งที่ควรปฏิบัติมีแนวทางง่ายๆ 3 ข้อ คือ

  1. ควบคุมน้ำหนักตัว โดยในคนที่มีค่าน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน ก็ควรที่จะทำการลดน้ำหนัก
    • พบว่าการลดน้ำหนักลง 5% จะเริ่มเห็นผล ช่วยให้อาการปวดข้อเข่าดีขึ้นได้
    • สำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้ แม้พยายามเต็มที่แล้ว ก็ควรระมัดระวังอย่าให้น้ำหนักตัวเพิ่ม เพราะยิ่งน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งเป็นภาระต่อหัวเข่าเรามากขึ้นเท่านั้น
  2. หลีกเลี่ยงการใช้งานหัวเข่าที่ไม่เหมาะสม
    • ไม่ควรยืน หรือนั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ
    • ไม่ควรอยู่ในท่าที่มีการงอเข่าเกินกว่ามุมฉาก (งอมากกว่า 90 องศา) เช่น การนั่งคู้เข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เพราะการงอเข่า เป็นท่าที่ทำให้แรงดันในหัวเข่ามากขึ้น และจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวข้อกระดูกอ่อนมากขึ้น
    • ไม่ควรหิ้ว หรือแบกของหนักๆ เป็นเวลานาน เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักและภาระต่อข้อเข่า
  3. เสริมสร้าง และฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวเข่า
    • คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าการเดิน การเคลื่อนไหวทำงาน เป็นการออกกำลังกายอยู่แล้ว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ต้องเรียกว่าเป็นการใช้งานเสียมากกว่า ดังนั้นเมื่อมีการใช้งานมาก ก็อาจทำให้เกิดความเสื่อมสภาพได้มากเช่นกัน
    • การบริหารกล้ามเนื้อหัวเข่านั้น ไม่ลำบากยุ่งยาก และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ขอเพียงแค่ใส่ใจ และสละเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    • วิธีการคือ ให้นั่งบนเก้าอี้หลังพิงพนักยกเท้าขึ้นมาและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาโดยการกระดกข้อเท้าให้นับ 5-10 วินาทีทำข้างละ 15-30 ครั้งอย่างน้อยวันละ 3 เวลา ยิ่งสามารถทำได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความแข็งแรงกับกล้ามเนื้อรอบข้อเข่ามากขึ้นเท่านั้น

การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่อาการข้อเข่าเสื่อมอยู่ในระยะรุนแรง การรักษาด้วยยาหรือการรักษาด้วยวิธีประคับประคองแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด ลดอาการปวดเข่า ทั้งยังทำให้คนไข้กลับมาเดิน ยืน หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

สำหรับคนที่อาการของโรคอยู่ในระยะเริ่มต้น การดูแลตัวเองร่วมด้วยการบริหารกล้ามเนื้อหัวเข่า ช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้มาก หรือหายได้ในบางรายที่อายุยังไม่มากนัก ส่วนในรายที่มีอาการรุนแรง และไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการเบื้องต้น จำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับรับคำแนะนำการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งมีวิธีการรักษาหลากหลาย ขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้แต่ละคน

การรักษาข้อเข่าเสื่อม แบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด แนวทางไหนเหมาะกับใคร

การรักษาข้อเข่าเสื่อมนับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ เพราะอาการบาดเจ็บของแต่ละคนแตกต่างกันไป ทั้งอยู่บนความรุนแรงที่ไม่เหมือนกัน ในวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจแนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อม แบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ว่าแนวทางไหนเหมาะกับใคร

แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด 

การรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด เหมาะกับคนที่อาการของโรคอยู่ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง อาการไม่รุนแรง ยังไม่เจ็บปวดจากการเคลื่อนไหว หรือการใช้งานเข่า จนกระทบกระเทือนการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก 

การดูแลตัวเองร่วมด้วยการรักษา จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นได้มาก หรือหายได้ในรายที่อายุยังไม่มากนัก ซึ่งแนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด จะแบ่งออกเป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต กายภาพบำบัด ออกกำลังกาย และการใช้ยาร่วมด้วย

1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่การปรับพฤติกรรมช่วยได้มากสำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อม โดยหลักๆ พฤติกรรมที่ควรปรับเปลี่ยนคือ

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พบว่ายิ่งน้ำหนักตัวน้อยลง 5% จากช่วงที่มีอาการปวดเข่า ก็จะช่วยให้อาการปวดเข่าดีขึ้นได้ 
  • หลีกเลี่ยงการใช้งานหัวเข่าที่หนักหนาเกินไป เช่น ไม่นั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ เพราะการงอเข่าจะทำให้แรงดันในหัวเข่ามากขึ้น และเกิดความเสียหายต่อผิวข้อกระดูกอ่อนมากขึ้นด้วย
  • ไม่ยกของหนัก หรือหิ้วของหนักๆ เป็นเวลานาน เพราะการเพิ่มน้ำหนักจะส่งผลต่อหัวเข่าที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย
การปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยในการรักษาข้อเข่าเสื่อม

2. กายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย

การกายภาพบำบัดและออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวเข่า 

  • การออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหัวเข่า คือการพุ่งประเด็นไปที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า(Quadriceps) และต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ซึ่งจะช่วยให้การพยุงและรับน้ำหนักตัว แบ่งเบาน้ำหนักที่ถ่ายลงมาที่ข้อเข่า พบว่าการออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขา ช่วยให้อาการปวดหัวเข่าดีขึ้นได้ชัดเจน และป้องกันอาการปวดเข่าในระยะยาวอีกด้วย
  • สำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายที่ง่ายและเหมาะสมที่สุดคือการเดินพื้นราบ ในความเร็วและระยะเวลาที่ไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บเข่า อาจเดินบนเครื่องเดินออกกำลังกาย หรือ เดินบนพื้นปกติก็ได้ และอาจต้องสังเกตว่าถ้าเดินได้ระยะเวลาเท่าใดแล้วเริ่มมีอาการเจ็บเข่า แสดงว่าเป็นระยะเวลาที่มากเกินไป ซึ่งควรปรับลดระยะเวลาเดินให้น้อยลง หรือ เปลี่ยนไปเดินบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มขึ้นเพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า
การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้ยา

3. การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้ยา

หากการรักษาทั่วไปไม่สามารถลดอาการปวดข้อเข่า จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วยในการรักษา ซึ่งการใช้ยาควรอยู่ในดุลยพินิจและการดูแลของแพทย์ 

  • ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการปวดที่เกิดขึ้น สามารถลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ข้อเข่ากำลังมีการอักเสบ 

อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ลดการอักเสบแบบชั่วครั้งชั่วคราว พอหมดฤทธิ์ยาอาการปวดก็จะกลับมาได้อีก เนื่องจากยากลุ่มนี้ไม่ได้รักษาความเสื่อมของข้อ แต่เป็นการรักษาการปวดอักเสบที่เกิดจากข้อเสื่อมเท่านั้น 

การใช้ยาในกลุ่มนี้จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการและใช้เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น ควรควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การลดน้ำหนัก หรือปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ทำร้ายเข่าให้ลดน้อยลง

ที่สำคัญการใช้ยาลดอักเสบต้องระมัดระวังอย่างมาก เนี่องจากอาจก่อให้เกิดผลเสียได้ เมื่อใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้น การทำงานของไตแย่ลง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้ เป็นต้น

  • ยาเสตียรอยด์ (Steroid) เป็นยาที่นิยมใช้ฉีดลดการอักเสบในข้อเข่า เพราะเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็ว ลดอาการอักเสบได้ดีมาก แต่ก็มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก เช่นอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่าย โดยปกติแพทย์จะเลือกใช้ยากับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช้ยาฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าต่อเนื่องซ้ำหลายๆ ครั้ง หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • กลุ่มยารักษาอาการข้อเสื่อมแบบใช้ต่อเนื่อง (SYSADOA) เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวด อักเสบจากข้อเสื่อม เมื่อมีการใช้อย่างต่อเนื่อง มักเริ่มแสดงผลที่ 3-4 สัปดาห์หลังการใช้ยา เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าๆ แต่เมื่อใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสมจะควบคุมอาการปวดได้เป็นระยะเวลานาน 

โดยทั่วไปแนะนำให้ใช้ต่อเนื่องประมาณ 3-6 เดือน การใช้ยาในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปวด และลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด แก้อักเสบลง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่ายาช่วยชะลอการสึกหรอบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อได้เล็กน้อย ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยากลูโคซามีน (Glucosamine) ยาไดอะเซรีน (Diacerein) หรือ ยาคอนดรอยติน (Chondroitin) เป็นต้น

การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม
  • การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม (Visco Supplementation) เป็นยากลุ่มที่ใช้ฉีดเข้าไปในข้อโดยตรง ออกฤทธิ์เฉพาะที่ มีเป้าหมายเพื่อเข้าไปทดแทนน้ำเลี้ยงข้อที่น้อยลงจากโรคข้อเสื่อม ช่วยลดการเสียดสีภายในข้อและยังช่วยลดการอักเสบได้ในระยะเวลานาน อาจช่วยลดอาการปวดลดการใช้ยาแก้ปวดได้นานหลายเดือน

ยากลุ่มนี้เหมาะสมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวดอักเสบได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกิดขึ้น หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถกินยาได้ ซึ่งยาฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมมีหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะฉีดยาเข้าช่องข้อสัปดาห์ละ 1 เข็ม โดยมีชนิดยาที่ฉีดตั้งแต่ 1 – 5 เข็ม 

  • อาหารเสริม คอลลาเจน สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ใช้เสริมในการรักษาข้อเสื่อม ไม่ได้ถือเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโดยตรง สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีหลากหลายรูปแบบหลายชนิด อาจมากกว่าร้อยแบบที่อยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน 

สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดการอักเสบได้ และมักมีการโฆษณาว่าสามารถป้องกันและรักษาข้อเสื่อมได้ด้วย อย่างไรก็ตามหลักฐานยืนยันจากการศึกษาของสารในกลุ่มนี้ยังมีอยู่น้อย ผลการศึกษามักจะไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะขึ้นทะเบียนเป็นยาที่ใช้ในการรักษาได้ หากคนไข้จะใช้เองจึงแนะนำให้ใช้โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน 

แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด

แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมรุนแรง เจ็บปวดจนมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ปวดมากเวลายืนเดิน ข้อเข่าหลวม หรือมองเห็นความโก่งงอของเข่าชัดเจน เป็นต้น

การผ่าตัดเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อมแบ่งได้เป็นสองแนวทางใหญ่ๆ คือการผ่าตัดจัดแนวกระดูกแก้ความโก่งงอของเข่า และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม

  1. การผ่าตัดจัดแนวกระดูกแก้ความโก่งงอของเข่า วิธีนี้ต้องมีการตัดกระดูกทำให้เกิดรอยหักของกระดูกเกิดขึ้น แล้วแพทย์จะทำการยึดตรึงกระดูกไว้ด้วยโลหะยึดดามกระดูก 

การผ่าตัดวิธีนี้เป็นการยืดอายุการใช้งานของข้อเข่าเดิมได้ต่อไปอีก แต่ต้องมีการดูแลหลังการผ่าตัดให้กระดูกติดดีก่อน จึงจะสามารถใช้งานหัวเข่าได้อย่างเต็มที่ เหมาะสำหรับคนที่อายุน้อย จำเป็นต้องใช้หัวเข่าในการเดินยืนทำงานค่อนข้างมาก

  1. การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาที่ได้ผลดีมากในการลดอาการปวดข้อ ข้อเข่าโก่งผิดรูปจากโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยคืนคุณภาพการใช้งานข้อเข่าดี และฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่ให้แก่คนไข้โรคข้อเสื่อมที่มีอาการรุนแรง และรักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วยังมีอาการเจ็บปวดที่หนักหนากับการใช้ชีวิตประจำวัน

การผ่าตัดใส่ข้อเทียม คือการใส่ข้อเข่าเทียมครอบฝังแทนที่ผิวข้อเดิมที่เสื่อม สึกหรอเดิม เนื่องจากประสบการณ์การผ่าตัดของทีมแพทย์ kdms ร่วมกับความก้าวหน้าของเครื่องมือผ่าตัด และพัฒนาการของข้อเทียม ส่งผลให้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาสั้นลงมาก การตั้งแนวข้อและใส่ข้อแม่นยำมากขึ้น การฟื้นตัวรวดเร็วและเจ็บปวดน้อยลงอีกด้วย

 

อย่างไรก็ดี การรักษาข้อเข่าเสื่อมนั้นไม่ได้เป็นคำตอบที่มีเพียงแค่ถูกหรือผิด เพราะอาการของแต่ละคน รวมถึงความจำเป็นในการใช้ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป การปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้านในการนำไปตัดสินใจเป็นสิ่งที่ผู้เจ็บป่วยควรร่วมปรึกษาแพทย์ในการวางแผนการรักษา เพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุดสำหรับตัวคนไข้เอง

โรคข้อเข่าเสื่อม กระทบอะไรกับชีวิตประจำวันบ้าง?

ออกกำลังกายไม่ได้ จนกลายเป็นยิ่งทำลายสุขภาพตัวเอง

หนึ่งในกิจกรรมโปรดของผู้สูงวัยทั้งหลาย คือการได้ไปออกกำลังกายตามสวนสาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบคนเดียว หรือแบบรวมกลุ่มกันกับเพื่อน ๆ ผู้สูงอายุ ได้เดินออกกำลังกาย รำมวยจีน เต้นแอโรบิก หรือรำไทเก็ก ฯลฯ แต่เมื่อข้อเข่าเกิดเสื่อมจนมีอาการปวดรุนแรงแล้ว กิจกรรมการออกกำลังกายเหล่านี้ก็จะไม่สามารถทำได้อีก หรือทำได้เพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เพราะแม้บางการออกกำลังอาจไม่ได้มีท่ายากมาก เป็นแค่การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ แต่ก็จะมีท่าย่อ ท่ายอง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเข่า ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างที่เคยเป็น หรือทำได้เพียงแค่ 10 นาที ก็เจ็บปวดจนต้องถอดใจยอมแพ้ ซึ่งผลที่ตามต่อมาก็คือ เมื่อไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เพิ่มความรุนแรงของอาการปวดข้อเข่าให้มากขึ้นได้

เข้าวัดฟังเทศน์ ทำบุญลำบาก ถูกพรากความสุขสงบทางจิตใจ

วิถีชีวิตของคนไทยผูกพันกับพุทธศาสนาตั้งแต่แรกเกิด และยิ่งในช่วงบั้นปลายของชีวิต การเข้าวัดฟังธรรม ได้ทำบุญนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสงบ และความสุขอิ่มเอมอย่างมาก หากแต่เมื่อข้อเข่าเสื่อม กิจกรรมที่มีลักษณะเป็น กิจกรรมที่จะต้องอยู่กับพื้น เช่น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ สวดมนต์ ฟังเทศน์ ฯลฯ จะไม่สามารถทำได้สะดวก คือ ไม่ได้นั่งลงแล้วเจ็บ แต่จะเจ็บปวดจนไม่สามารถที่จะล้มตัวลงนั่งกับพื้นเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ ในวัดได้เลย จึงทำให้เกิดเป็นความทุกข์ที่กัดกินใจ เมื่อไม่สามารถไปวัด ทำบุญได้เหมือนที่เคย

ต้องตัดใจงดเดินทาง โดดเดี่ยวอ้างว้างที่ต้องตัดขาดกับครอบครัว

 

เป้าหมายในบั้นปลายชีวิตของผู้สูงอายุทุกคน ล้วนมีเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวรวมอยู่ด้วยเสมอ เพราะทุ่มเททำงานมาทั้งชีวิต ก็เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายสุดท้ายได้อย่างอิสระที่สุด แต่ความเจ็บปวดจากอาการข้อเข่าเสื่อม ก็จะทำตัดโอกาสในการเดินทางท่องเที่ยวออกไป เพราะไม่สามารถเดินเที่ยวได้ เดินได้ไม่นานก็ต้องพัก ไม่สามารถท่องเที่ยวธรรมชาติ เดินขึ้นทางลาดชัน เดินป่า หรือต้องขึ้นบันไดเยอะ ๆ ซึ่งถ้าไปกับทัวร์ก็จะหมดสนุก ส่วนไปกับครอบครัว เพื่อนฝูงก็จะไม่สะดวก รู้สึกเป็นภาระ ทำให้ต้องตัดขาดตัวเอง ไม่ไปไหนกับเพื่อนและครอบครัว กลายเป็นความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว และโหยหาชีวิตที่สามารถเดินเหินได้อย่างที่ใจต้องการ

Q&A

Q: สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม มีอะไรบ้าง ?

1. อายุที่มากขึ้น
2. น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ (ภาวะน้ำหนักเกิน หรือ โรคอ้วน)
3. การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก ต่อเนื่องยาวนาน เช่น งานที่ต้องยกของหนักบ่อยๆ, งานที่ต้องมีกิจกรรมการนั่งบนพื้น พับเพียบ นั่งยอง ย่อเข่าบ่อยๆ
4. อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่า เช่น กระดูกหัก, กระดูกสะบ้าเข่าหัก, การฉีดขาดของเอ็นไขว้หน้า หรือหมอนรองกระดูกเข่า
5. โรคข้ออักเสบเรื้อรังต่างๆ เช่น โรครูมาตอยด์, โรคเก๊าท์ เป็นต้น

Q: แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด มีแบบไหนบ้าง ?

1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
2. กายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย
3. การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้ยา
4. การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม
5. อาหารเสริม คอลลาเจน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://kdmshospital.com/article/knee-ostoearthritis/

Categories
บทความ

ดูแลรักษาด้วยตนเองรอบด้าน ในเรื่องข้อเข่าเสื่อม

ดูแลรักษาด้วยตนเองรอบด้าน ในเรื่องข้อเข่าเสื่อม

  1. ลดน้ำหนัก
    เพราะเมื่อเดินจะมีแรงกดลงที่เข่าประมาณ 5 เท่าของน้ำหนักตัว แต่ถ้า วิ่ง จะมีแรงกดลงที่เข่า เพิ่มขึ้นเป็น 7 – 10 เท่าของน้ำหนักตัว ( การถีบจักรยาน เข่าจะรับแรงกดเพียง 1.5 เท่าของน้ำหนักตัวเท่านั้น ) ดังนั้น ถ้าลดน้ำหนักตัวได้ เข่าก็จะรับแรงกดน้อยลง ทำให้เข่าเสื่อมช้าลงและอาการปวดก็จะลดลงด้วย
  2. ท่านั่ง
    ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี ไม่ควร นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือ นั่งราบบนพื้น เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น
  3. เวลาเข้าห้องน้ำ ควรนั่งถ่ายบนโถนั่งชักโครก
    หรือ นั่งบนเก้าอี้สามขาที่มี รู ตรงกลาง วางไว้เหนือคอห่านควรทำที่จับยึดบริเวณด้านข้างโถนั่ง เพื่อใช้จับพยุงตัวเวลาจะลงนั่งหรือจะลุกขึ้นยืน ไม่ควรนั่งยอง ๆ เพราะผิวข้อเข่าเสียดสีกันมาก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงขาถูกกดทับ ทำให้เลือดไปเลี้ยงขาได้ไม่ดี
  4. นอนบนเตียง ซึ่งมีความสูงระดับเข่า
    เมื่อนั่งห้อยขาที่ขอบเตียงแล้วฝ่าเท้าจะแตะพื้นพอดี ไม่ควรนอนราบบนพื้นเพราะต้องงอเข่าเวลาจะนอนหรือจะลุกขึ้น ทำให้ผิวข้อเสียดสีกันมากขึ้น ข้อก็จะเสื่อมเร็วขึ้น
  5. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได
    ขณะขึ้นลงบันได จะมีแรงกดที่เข่าประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักตัว
  6. หลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งในท่าเดียวนาน ๆ
    ถ้าจำเป็นก็ให้ขยับเปลี่ยนท่า หรือ เหยียด-งอข้อเข่า บ่อย ๆ
  7. การยืน
    ควรยืนตรง ขากางออกเล็กน้อย ให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน ไม่ควร ยืนเอียงลงน้ำหนักตัวบนขาข้างใดข้างหนึ่ง เพราะจะทำให้เข่าที่รับน้ำหนักมากกว่าเกิดอาการปวดได้
  8. การเดิน
    ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควร เดินบนพื้นที่ไม่เสมอกัน เช่น บันได ทางลาดเอียงที่ชันมาก หรือ ทางเดินที่ขรุขระ เพราะทำให้น้ำหนักตัวที่ลงไปที่เข่าเพิ่มมากขึ้น และ อาจจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มได้ง่าย ควรใส่รองเท้าแบบมีส้นเตี้ย (สูงไม่เกิน 1 นิ้ว) หรือ ไม่มีส้นรองเท้า พื้นรองเท้านุ่มพอสมควร และ มีขนาดกระชับพอดี
  9. ใช้ไม้เท้า
    โดยเฉพาะ ผู้ที่ปวดมากหรือข้อเข่าโก่งผิดรูป เพื่อช่วยรับน้ำหนัก และ ช่วยพยุงตัวเมื่อจะล้ม วิธีถือไม้เท้า ในผู้ที่ปวดเข่ามากข้างเดียว ให้ถือในด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด แต่ถ้าปวดทั้งสองข้างให้ถือในข้างที่ถนัด
  10. บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
    ให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดอาการปวด ทำให้ข้อเคลื่อนไหวและการทรงตัวดีขึ้น
  11. การออกกำลังกายวิธีอื่น
    ควรออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงน้ำหนักมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เดินเร็ว ๆ วิ่งเหยาะ ๆ เป็นต้น ไม่ ควร ออกกำลังกายที่ต้องมีการลงน้ำหนักที่เข่าเพิ่มขึ้น เช่น วิ่งเร็ว ๆ เต้นแอโรบิก ฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน บาสเกตบอล เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้และมีโอกาส เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้
  12. ถ้ามีอาการปวด
    ให้พักการใช้ข้อเข่า และ ประคบด้วยความเย็น/ความร้อน หรือ ใช้ยานวดร่วมด้วยก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.brandsworld.co.th/article-listing/osteoarthritis.html

Categories
บทความ

โรคข้อเข่าเสื่อม ห้ามไม่ได้ แต่ชะลอได้

โรคข้อเข่าเสื่อม ห้ามไม่ได้ แต่ชะลอได้

โรคกระดูกและข้อ เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ โดยข้อที่เสื่อมได้มากที่สุดก็คือข้อเข่า เพราะมีขนาดใหญ่และอยู่ในตำแหน่งที่รับน้ำหนักของร่างกายโดยตรง ทั้งยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เสื่อมได้ง่าย อาการข้อเข่าเสื่อมส่งผลเสียหลายอย่าง ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวันที่ยากลำบากไปจนถึงภาวะทุพพลภาพ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ หากอาการรุนแรงจนไม่สามารถใช้งานข้อเข่าได้ตามปกติ

สาเหตุของข้อเข่าเสื่อม

มีการทำลายกระดูกอ่อนในผิวข้อเรื่อย ๆ กระทั่งเข้าไปสู่ตัวกระดูกของข้อเข่า ทำเกิดอาการเสื่อม และมีอาการแสดงออกมาตั้งแต่อาการปวดไปจนถึงการใช้งานข้อเข่าได้ยากลำบาก

สาเหตุปฐมภูมิ
  • การใช้งานข้อเข่าค่อนข้างหนัก
  • อาชีพของผู้ป่วยที่ต้องใช้ข้อเข่ามาก
  • พฤติกรรมการใช้งานข้อเข่าในความถี่สูง เช่น นั่งยอง ๆ บ่อย นั่งพับเพียบบ่อย ขึ้นลงที่สูงบ่อย เป็นต้น
  • น้ำหนักตัวมาก
สาเหตุทุติยภูมิ
  • เคยมีอุบัติเหตุ
  • เคยมีภาวะติดเชื้อในข้อเข่า
  • เคยอักเสบจากโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์
ความเสื่อมตามอายุ
  • เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป อัตราความเสื่อมเพิ่มเป็นร้อยละ 40
  • อายุ 75 ปีขึ้นไป อัตราความเสื่อมเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ขึ้นไป
  • ความเสื่อมขึ้นอยู่กับการใช้งานร่วมด้วย เปรียบเทียบในคนอายุเท่ากัน แต่ถ้าหากมีการใช้งานข้อเข่ามากกว่าก็เกิดอาการเสื่อมมากกว่า รวมถึงถ้าหากน้ำหนักมากกว่าในคนอายุเท่ากัน ก็อาจมีอัตราการเสื่อมของข้อเข่าที่มากกว่าด้วย
ความรุนแรงของอาการข้อเข่าเสื่อม
  • ระยะเริ่มต้น สามารถทำกิจวัตรได้ตามปกติ แต่ถ้าใช้งานหนักขึ้นเล็กน้อยจะเริ่มมีอาการปวด
  • ระยะที่สอง เริ่มทำงานหนักไม่ได้
  • ระยะที่สาม เริ่มทำกิจวัตรประจำวันปกติไม่ได้
  • ระยะที่สี่ แทบทำอะไรไม่ได้เลย รู้สึกปวดตลอดเวลา หรือต้องใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องช่วยพยุง
ชะลออาหารข้อเข่าเสื่อมได้โดย
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ปรับอิริยาบถ (นั่งยอง ๆ น้อยลง หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ/ขัดสามธิ ขึ้นลงที่สูงให้น้อยลง ฯลฯ)
  • สร้างกล้ามเนื้อต้นขาหรือเส้นเอ็นรอบเข่าให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย
  • ที่สำคัญหากเริ่มมีอาการให้รีบพบแพทย์ทันทีอย่าปล่อยทิ้งไว้

ข้อมูลจาก
ศ.คลินิก นพ.วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
เผยแพร่: ตุลาคม 2561