“กระดูกเสื่อม” เป็นโรคที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะเริ่มต้น หลายคนมักมาพบแพทย์เมื่อมีอาการปวด เคลื่อนไหวลำบาก หรือเกิดภาวะกระดูกพรุนจนกระดูกหัก ซึ่งมักจะสายเกินไปสำหรับการป้องกัน ดังนั้น การตรวจสุขภาพกระดูกเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รู้เท่าทันก่อนเกิดปัญหาใหญ่
บทความนี้จะพาไปรู้จักวิธีตรวจสุขภาพกระดูก ตั้งแต่การสังเกตตนเอง ไปจนถึงเทคโนโลยีการตรวจทางการแพทย์ เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นดูแลกระดูกได้อย่างถูกวิธีตั้งแต่วันนี้
กระดูกทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ช่วยพยุงกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และอวัยวะภายใน แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) จะทำงานลดลง ขณะที่เซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มวลกระดูกลดลง และเกิดโรคกระดูกพรุนหรือข้อเสื่อมตามมา
การตรวจสุขภาพกระดูกจึงมีความสำคัญเพราะช่วยให้
ทราบระดับความแข็งแรงของกระดูกในแต่ละช่วงวัย
ประเมินความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนและข้อเสื่อม
วางแผนการดูแล ปรับพฤติกรรม และรับประทานอาหารเสริมอย่างเหมาะสม
ป้องกันการเกิดกระดูกหักหรือบาดเจ็บรุนแรงในอนาคต
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพกระดูกโดยเร็ว
ปวดหลัง ปวดเอว หรือปวดเข่าบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
ส่วนสูงลดลงจากเดิม หรือหลังเริ่มค่อม
เคยหกล้มแล้วกระดูกหักง่ายกว่าปกติ
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เป็นประจำ
เป็นการตรวจที่แม่นยำที่สุด ใช้เครื่อง DEXA Scan (Dual-energy X-ray Absorptiometry)
โดยจะส่งรังสีเอกซ์พลังงานต่ำเข้าไปในบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก หรือข้อมือ เพื่อวัดปริมาณแร่ธาตุในกระดูก
ผลการตรวจจะออกมาในรูป “ค่า T-score”
ค่า T-score มากกว่า -1 = กระดูกปกติ
ค่า T-score ระหว่าง -1 ถึง -2.5 = ภาวะกระดูกบาง (Osteopenia)
ค่า T-score ต่ำกว่า -2.5 = ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)
ช่วยให้เห็นภาพโครงสร้างกระดูกโดยรวม ใช้วินิจฉัยความผิดปกติ เช่น ข้อเสื่อม กระดูกสันหลังคด หรือกระดูกหัก แต่ไม่สามารถบอกความหนาแน่นของกระดูกได้โดยตรง
ใช้ประเมินระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี รวมถึงสารบ่งชี้การสลายกระดูก เช่น
Osteocalcin
C-telopeptide (CTX)
ผลตรวจเหล่านี้ช่วยบอกถึงอัตราการสร้างและสลายกระดูกของร่างกาย
เป็นการตรวจในเชิงการเคลื่อนไหว ช่วยดูแนวกระดูกสันหลัง ข้อเข่า และข้อต่าง ๆ เพื่อประเมินความสมดุล และแนวโน้มการเสื่อมของข้อต่อ
ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
ผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย หรือมีโครงร่างเล็ก
ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟมาก หรือรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่
ผู้ที่รับประทานยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ หรือโรคไตเรื้อรัง
สำหรับคนทั่วไป ควรตรวจสุขภาพกระดูกทุก 2–3 ปี
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรตรวจทุก 1–2 ปี
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะกระดูกพรุน ควรตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์
งดรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ
สวมเสื้อผ้าที่ไม่มีโลหะ เช่น ซิปหรือเข็มขัด
แจ้งแพทย์หากกำลังตั้งครรภ์ หรือเคยรับการเอกซเรย์ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนหน้า
ใช้เวลาตรวจประมาณ 10–20 นาที และไม่เจ็บปวด
หลังจากทราบผลตรวจ แพทย์จะประเมินและให้คำแนะนำ ดังนี้
หากมวลกระดูกปกติ: แนะนำให้คงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดี เช่น ออกกำลังกายและรับประทานอาหารครบถ้วน
หากพบภาวะกระดูกบาง: อาจแนะนำให้ปรับอาหาร เพิ่มแคลเซียมและวิตามินดี พร้อมติดตามผลทุก 1–2 ปี
หากพบภาวะกระดูกพรุน: แพทย์อาจสั่งยาหรืออาหารเสริม และวางแผนการรักษาร่วมกับการกายภาพบำบัด
การตรวจสุขภาพกระดูกเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะโรคกระดูกเสื่อมหรือกระดูกพรุนมักไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก
การรู้เท่าทันและตรวจเป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถป้องกันความเสื่อมของกระดูกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ส่งผลให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดี เคลื่อนไหวได้คล่องตัว และลดความเสี่ยงต่อกระดูกหักในวัยชรา
แนะนำคลินิก www.sasipongclinic.com
©2023. sasipongclinic. All Rights Reserved.